Monday, November 30, 2009

เที่ยวเมืองกาญฯ : พักที่ภูไอยรารีสอร์ท

IMAGE_437 IMAGE_435 IMAGE_436
เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาผมไปเที่ยวกับที่บ้านเข้าใจว่าเป็นการเที่ยวรอบพิเศษเพราะไม่ได้มีเหตุผลว่าเป็นการเที่ยวปีใหม่หรือว่าไม่ได้เป็นการเที่ยวเทศกาลอะไรครับ คนที่ไปด้วยก็จะมีแค่คนที่บ้านเท่านั้นเอง (ป่าป๊าหม่าม้าแล้วก็น้องสาวครับ) โดยรวมแล้วการเดินทางถึอว่าสะดวกสบายเอามากๆเพราะว่าไม่ต้องแย่งไม่ต้องแก่งแข่งอะไรกับใคร ที่กินที่เที่ยวก็ดูสบายๆ แค่ว่าผิดคาดไปนิดหน่อยเพราะว่าคาดว่าอยากจะให้มันหนาวกว่านี้แต่ก็ไม่ได้หนาวอะไรมากมายครับ (กลางคืนก็ไม่ได้หนาวครับต้องเปิดแอร์นอน) ที่เที่ยวก็เป็นที่เที่ยวที่คนไม่ค่อยจะได้ไปครับ เช่น เหมืองปิล็อก ที่หาข้อมูลในเน็ตก็จะไม่ค่อยจะเจอว่าหน้าตาเป้นยังไง เพราะว่าผมไปแล้วมันก็ไม่มีอะไรใหถ่ายภาพน่ะครับ มันก็เป็นภูเขาที่มีรูๆ เป้นร่องรอยจากการทำเหมืองเมื่อโบราณก่อนนู้นครับ แล้วก้เที่ยวเจดีย์สามองค์( เป็นภาตบังคับว่าต้องมา ) แต่ว่ามาแล้วก็ไม่มีอะไรมากนอกจากเจดีย์สามองค์กับการได้ซื้อพันธ์กล้วยไม้(ป่า)กลับมาครับ แล้วก็ไปเดินเล่นที่สะพานข้ามแมวน้ำแคว ตอนที่เดินๆอยู่ตอนนั้นจะมีการจัดงานแสงเสียงซึ่งเย็นๆผมก็ไม่ได้ดูอีกเพราะว่ามันไม่ได้ใกล้ที่พักสักเท่าไหร่ครับ ก็ไปถึงก็เช้ามากคือประมาณ 10:30 น ของวันเสาร์ ตอนที่เดินๆก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นเล็กน้อยครับ คือ เดินอยู่ที่สะพานมันเป้นทางให้รถไฟแล่นผ่านแล้ว รถไฟก็มาครับทำให้ทุกคนต้องหลบออกมาไปด้านข้างซึ่งก็มีพื้นที่ไม่มากเท่าไหร่ ทำให้รู้เลยว่า เมืองไทยเราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากแค่ไหน (ประชดน่ะครับผม) แล้วผมก็มีไปสะพานมอญเป็นสะพานไม้เก่าๆที่ตอนนี้ก็กำลังซ่อมแซมอยู่ครับ เดินไปเดินกลับดูบรรยากาศ ถ่ายรูปเล่นครับ

พูดถึงที่พักคราวนี้ก็ถือว่าโอเคระดับนึงครับ คือ ภูไอยรา รีสอร์ท เป็นบ้านพักไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดีน่ะครับก็เหมือนกับ style ที่กำลังเป็นที่นิยม ณ เวลานี้น่ะครับแต่ว่าผมก็ไม่ได้อยู่ห้องมากเท่าไหร่ครับ เพราะไปถึงก็ค่ำๆแล้วก็ไปกินข้าวก็ที่พักนี่น่ะหละครับ แต่ว่าที่เป็นประเด็นก็คือ ที่นี่จะมีบริการให้เช่า ATV (ไม่รู้ย่อมาจากกอะไร) มันก้เป็นเหมือนกับยานพาหนะสี่ล้อที่ล้มยาก กดเพื่อเร่งเครื่องแล้วกำลังส่งในการออกตัวค่อนข้างดี ก็เลยจัดแจงจองไว้แล้วก็เช้าวันอาทิตย์ออกเดินทางชมสภาพภูเขาและการใช้ชีวิตของคนแถวนั้นด้วย ATV กัน ผมไปกับน้องแล้วก็ป่าป๊าน่ะครับ เดินทางทั้งหมด 5 คัน คือจะมีเจ้าหน้าที่นำหนึ่งคันแล้วก็เจ้าหน้าที่อีกคนปิดหลังไว้ครับ แล้วเราสามคนก็อยู่ตรงกลางขี่กันเรียงหนึ่งไปเรื่อยๆดูวิวรอบตัว มันก็เหมือนขับรถน่ะหละครับแต่ว่า ก้นจะสั่นตลอดเวลาแล้วก็เส้นทางแบบใกล้ชิดสุดๆ เรียกว่าขนดอกหญ้าถูแขนกันเลยก็ว่าได้ แล้วที่น่าประทับใจก็คือเส้นทางนี้จะผ่านบ้านคน(ที่ป่าป๊าบอกว่าพวกนี้บุกรุก)ที่เค้าเป็นชาวบ้านทำการเกษตรอยู่ครับ เมื่อเราขับ ATV ผ่านไปเด็กๆก็จะโผล่ออกมาบ้ายบายกับเราเหมือนกะว่าเราเป็นตัวประหลาด เฮอะๆ ไม่หรอกเค้าเห็นเราเป็นนักทอ่งเที่ยวน่ะครับก็่ต้องทักทายกันเป็นทำเนียมครับ เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการได้แวะเวียนเข้าไปในหมู่บ้านที่รถยนต์ธรรมดาเข้าไปไม่ถึงแล้วล่ะครับ ^^

ตอนเดินทางกลับก็ยิงยาวเหนื่อยครับ .. บางคนอาจจะคิดว่าการเที่ยวเป็นการ charge bat. ให้เต็มแต่ผมว่ามันก็เป็นใช้พลังงานที่ต้องออกแรงกันน่ะครับ เฮอะๆ ..แล้วแต่มุมมองครับผมอันนี้ .

ละครเวทีลมหายใจ : ประสบการณ์การดูละครเวทีเรื่องแรกในชีวิต(ก็คนมันไม่เคยนี่หน่า ><)

IMAGE_424 IMAGE_425 IMAGE_426 IMAGE_427

เมื่อวันก่อนได้ไปดูละครเวทีไม่ซืเค้าเรียกว่า ละครเพลงน่าจะถูกกว่าเพราะว่า ทั้งเรื่องจะเดินเรื่องไปโดยการร้องเพลงกันน่ะครับ .ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่ได้ดูละครเพลงแบบนี้ ละครเพลงเรื่องนั้นก็คือ เรื่อง "ลมหายใจ" ละครเพลงเรื่องนี้เป็นการเอาเพลงที่แต่โดยบอย(โกศิยพงษ์)ที่เราได้ยินกันคุ้นๆหูเอามาโม้เป็นเรื่องราวให้ได้ ผมว่านะถ้าหากว่าเป็นคนที่ชอบเพลงเค้าอยู่แล้วไปฟังเพลงก็ถือว่าโอเคเลยครับ เพราะว่าเรื่องนี้ถ้าหากว่าดูเนื้อเรื่องแล้วจะได้ความหมายของเพลงที่แตกต่างออกไปจากเดิมที่เข้าใจอยู่เดิม แต่มันก็เข้ากันได้อย่างลงตัวอยู่ดี

บรรยากาศตอนที่ไปแรกๆก็ไม่คิดว่าคนจะเยอะอย่างงั้นแต่ว่าพอเข้าไปที่ตัวโรงละคร(รัชดาลัย)แล้วก็รู้เลยว่าจะเต็มทุกทีนั่ง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนที่เค้ามาดูเนี่ยะที่มาดูเพราะว่าเค้าชอบเพลงอยู่แล้วหรือว่ามาดูเพราะว่าเคยดูละครเพลงแล้วชอบเลยต้องมาดูอีก หรือว่าทั้งสองอย่างรวมกันๆ (แต่ว่าถ้าหากว่าเป็นอย่างงั้นเรื่องนี้รอบต้องมากกว่าเรื่องอื่นๆแน่นอน)

การเข้าชมละครเพลงแบบนี้จะต้องเข้าใจตรงเวลาเพราะเมื่อมีการเริ่มแล้วจะปิดไม่ให้คนเข้าอีกสิบนาทีเพื่อไม่ให้มีการรบกวนคนดูที่นั่งประจำที่พร้อมดูอยู่แล้วน่ะครับ แปลกดีว่า ถ้าหากว่าอีกสิบนาทีแล้วมันไม่กวนหรือยังไงกัน (มันก็กวนเหมอืนกันน่ะหละ แค่ว่ามันกวนใจน้อยกว่าเดิมเท่านั้นเองน่ะครับ อันนี้ผมคิดเอาเองอ่ะนะ เพราะว่าก็ไม่มีคนเดินไปเดินมาครับ)

ตอนเปิดตัวก็จะมี spot light ส่งที่หัววาทยากร ่หรือ conductor (คนที่เอาไม้สั้นแกว่งๆเพื่อให้คนเล่นดนตรีเล่นได้เข้ากันหมด) เพื่อที่จะทำให้ผมได้รู้ว่าเพลงที่จะทำการเล่นทั้งหมดนี้ถูกเล่นสดโดยคนที่หลบซ่อนอยู่ใต้เวที (ทำไมไม่เอามาโผล่วางให้มันเด่นกว่านี้ก็ไม่รู้ เหมือนมันเป็นตัวประกอบมากๆเลบน่ะครับ) ถ้าหากว่าตอนแรกผมไม่เห็นหัว conductor เนี่ยะผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าเพลงหรือดนตรีที่ได้ยินมาจากากรเล่นวงสดน่ะครับ

ข้อแตกต่างการดูละครเวทีกับการดูหนังก็คือ มีการพักยกให้คนดูได้เข้าห้องน้ำห้องท่าหรือว่าจะออกไปซื้ออะไรกินก็ได้ (แต่คิดว่าไม่น่าจะให้เอาอะไรเข้าไปในโรงละครได้ครับ) พักประมาณสักสิบนาที ทุกคนก็ต้องกระตือรือร้นเพื่อไปเข้าห้องน้ำเพราะว่าไม่อยากจะออกมากลางคันเพื่อที่เข้าห้องน้ำอีกรอบครับ ทำให้คนแน่นมากที่ห้องน้ำหญิง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ทำนายว่าจะเกิดได้ก่อนล่วงหน้าอยู่แล้วเพราะว่า ห้องน้ำหญิงถ้าหากว่ามีที่ให้ถ่ายๆเท่าๆกับห้องน้ำชายอัตราการใช้เวลาในห้องน้ำก็จะต้องมากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้น่ะครับ ถ้าหากว่าจะเอาให้ดีแล้วจริงห้องน้ำหญิงจะต้องออกแบบมาให้มี work station ให้มากกว่าห้องน้ชายมากๆและแน่นอนว่ามันจะกินพื้นที่กว่าห้องน้ำชายหลายเท่าตัวครับ (ซึ่งก็ไม่มีคนทำอยู่ดี) ไหงว่าไปว่ามาไปเรื่องห้องน้ำได้เนี่ยะ .. ><

กฏของการเข้าชมละครที่ดีคือ "ต้องไม่ทำให้ผู้แสดงเสียสมาธิ" ระหว่างการแสดงจะไม่อยากให้ผู้ชมทำเสียงถุงขนมหรือว่าคุยกันเองหรือว่าเดินไปเดินมาครับ เพราะอาจจะทำให้ผู้แสดง(สด)ลืมบทหรือว่าออกอาการผิดคิวได้ ซื้อก็โชคดีว่า งวดที่ผมไปดูเค้าก็ไม่ได้ผิดคิวอะไรแล้วก็ทุกคนที่แสดงก็แสดงออกมาได้อย่างถึงอารมณ์จนผม in กันเนื้อหาและเนื้อเพลง(ที่ให้ความหมายแตกต่างออกไปจากาเดิม) กันเลยก็ว่าได้น่ะครับ แต่ก็มีคนทำให้ผมเสียสมาธิอยู่ฉากหนึ่งน่ะครับ ดีน่ะครับที่ผู้แสดงบนเวทีอาจจะไม่ได้ยินแล้วก็ไม่เสียสมาธิน่ะครับ แน่นอนว่าถ้าหากว่าคนที่เข้าไปดูแล้วก็จะได้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกับรอบที่ผมดูครับ เพราะว่า มีอยู่ฉากหนึ่งที่ ออฟปองศักษ์ถามนิโคล(ที่เป็นนางเอก) ว่า "เธอจะมีความสุขที่สุดในชุดแต่งงานเป้นเจ้าสาวนะ" แล้ว ออฟปองศักษ์ก็ถามต่อไปีอกว่า "แล้วรู้มั้ยว่าฉันจะมีความสุขที่สุดเมื่อไร" ไม่ทันไรคนดูหัวไวก็แซวกลางอากาศห่างออกไปจากแถวที่ผมนั่งประมาณสักห้าหกแถวเห็นจะได้ (ทำเสียงภาคแทนออฟน่ะครับ) ว่า "ก็เมื่อฉันได้ใส่ชุดเจ้าสาวเหมือนกันไง" เล่นเอาผมสมาธิหลุดจากเวทีมาขำอยู่ได้สามสี่ตลบใจจบกับความหัวไวช่างแซวของคนบางคนในที่มืดนี้น่ะครับ ก็ไม่ใข่แค่ผมฮาอยู่คนเดียวหรอกน่ะครับ คนที่นั่งอยู่ในรัศมีที่ได้ยินคำแซวที่ว่านี้ก็คงขำไม่ย่อยเหมือนกันน่ะครับ เฮอะๆ ..

โดยรวมแล้วกาาดูละครเวทีเรื่องนี้ถือได้ว่าทำเอาผมปลื้มใจอยู่ในตอนจบ (ไม่ใช่ที่เนื้อเรื่องหรอกน่ะครับ ) เป็นตอนจบที่ทุกคนออกมาเพื่อรับการตบมือขอบคุณจากคนดูครับ ผมปลื่มใจตรงที่ว่า เค้าแสดงออกมาแล้วรู้สึกว่าคนเหล่านนั้นเค้าได้ทำอะไรเต็มที่กับเรื่องราวและเนื้อหาที่แสดงและพร้อมที่จะยินดีได้รับความสุขจากการขอบคุณของคนดูน่ะครับ ซึ่ง ณ เวลานั้นผมว่าคนดูทั้งหมดในโรงก็รู้สึกปลื่มใจและอิ่มใจกับการแสดงนั้นจึงต้องตบมือขอบคุณนักแสดงอย่างอิ่มเอมใจครับ สุดท้ายก็มีแถวอีกหน่อยให้ร้องเพลง โดยมีการขึ้นคาราโอเกะด้านข้างเวทีสำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้เนื้อร้องให้ได้ร้องกัน เหมือนคนที่เค้าจัดการแสดงเนี่ยะเข้าใจหัวอกว่า .. คนดูอยากจะร้องเพลงไปกันนักแสดงด้วยแต่ว่าก็ไม่ได้ร้อง ก็เอามาร้องมันตอนจะเลิกนี่ซะหน่อยก็แล้วกันน่ะครับ

ยังไงซะก็ขอบคุณสำหรับประสบการณ์การดีๆในครั้งนี้ครับ ขอบคุณครับ

Thursday, November 26, 2009

12 แนวคิดผ่านประสบการณ์มองโลกจากมุมมองหนึ่ง

มีหลายๆแนวคิดที่ผมได้จากการอ่านและฟังสัมนาที่อาจจะบอกคนอื่นต่อไป แม้ว่าแนวคิดเหล่านี้จะเป็นแนวคิดที่อาจจะไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมด แต่ก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ผมไม่ได้พิมพ์เอาไว้ที่นี่เพื่อให้คุณเชื่อทุกอย่างที่เขียนบอกนี้ แค่อยากจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นน่าคิดที่อย่างน้อยความคิดเหล่านี้ควรจะไหลผ่านหัวไปบ้างเผื่อว่าวันไหนจะได้หวนระลึกหรือประยุกต์คิดต่อยอดต่อไปได้

1. ประเทศที่เจริญแล้วจะไม่อยากทำการผลิตอะไรที่เป็นอุตสาหกรรม และใช้แรงงานเพราะแรงงานเหล่านั้นมีมูลค่ามากกว่าประเทศที่ยังไม่พัฒนา แนวคิดแบบนี้อาจจะเป็นเหมือนกับการดูถูกคนของประเทศที่ยังไม่เจริญอยู่เสียหน่อยแต่ว่า นี่ก็เป็นแค่เรื่องปกติสำหรับการผลิตที่ต้องการใช้จ่ายเงินที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อการผลิตสินค้าที่เหมือนๆกันหรือว่าใครๆก็ทำกันได้

2. สินค้าใดๆไม่ว่าใครๆก็ทำกันได้ถ้าหากว่ารู้จักหาว่าจะเอาวิธีการนั้นมาได้อย่างไร เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ประเทศจีนสามารถที่จะผลิตดอะไรก็ได้ แม้ว่าประเทศอื่นๆจะเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีออกมา ไม่ใช่ประเทศจีน แต่ประเทศจีนต่างหากที่ทำหน้าที่ตามข้อ 1 ที่ว่าเอาไว้ก็คือ ทำให้มันผลิตได้ด้วยราคาที่ต่ำ (ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของคนจีนที่อยู่ในประเทศจีนนั่นเอง ) Know-how ในการผลิตสามารถที่จะเรียนรู้และตามกันได้ด้วยระยะเวลาไม่นานนัก โดยการเอาความรู้จาก Supplier เอาความรู้จากคู่ค้าที่มีอยู่เดิม หรือแม้กระทั่งเอาจากพนักงานของโรงงานผลิตที่เคยทำงานในสายการผลิตนั้นๆมาแล้ว (คำว่าพนักงานไม่ใช่แค่หมายความถึงพนักงานในสายการผลิตเท่านั้นแต่รวมถึงผู้จัดการ คนที่อยู่ในโรงงาน แม่บ้าน และอื่นๆที่พอจะทำให้รู้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะทำการผลิตสิ่งของหรือสินค้านั้นๆออกมาได้ ) วิธีการแกะสินค้ายังมีอีกวิธีที่นิยมทำกันก็คือ การซื้อสินค้ารนั้นๆมาจากหน้าร้าน (ไม่ว่าจะวางขายที่ไหนก็ตาม) เอามาแล้วก็ถอดแบบมันเสีย หรือ กรณีที่แย่ที่สุดก็คือ หาคนในองค์กรของตัวเองพยายามอย่างสุดแรงเพื่อที่จะทำสินค้าให้เหมือนหรือดีกว่าด้วยความรู้และการทดสอบ trial and error ไปเรื่อยๆ (เชิง C&D concept )

3. มูลค่าในการผลิตลดน้อยลงอันเนื่องมาจากเหตุผลข้อที่ 2 ทำให้มูลค่าแท้จริงที่เหลืออยู่ที่ความสามารถในการกระจายสินค้า ความหมายที่อยากจะบอกไม่ได้แค่กระจายเท่านั้น มันหมายรวมถึงการมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว การมีลูกค้าที่ซื้อหาสินค้าเหล่านั้นเป็นประจำ เป็นเครือข่ายหรือโครงข่ายที่ถาวร และคนอื่นแย่งเอาไปได้ยาก ถ้าหากว่าเป็นสินค้าเชิงบริโภค ก็จะเรียกว่าเป็นเครือข่ายผู้บริโภค ถ้าหากว่าเป็นสินค้าที่เป็น B2B ก็จะไม่มีนิยามหรือคำให้เรียกกัน ถ้าอยากจะเรียกด้วยคำที่ใกล้เคียงมากที่สุด จะเรียกว่า ฐานลูกค้า ก็ได้

4. การดึงดูดลูกค้าเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าอาจจะกระทำได้สองทางคือ การเพิ่มโดยการเดินเข้าไปหากลุ่มลูกค้าใหม่ หรือ การรอให้กลุ่มลูกค้าเข้ามาหา ทั้งสองวิธีการเป็นการเพิ่มลูกค้าเชิงรุกทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโดยการเดินเข้าไปหา กล่าวคือ ถ้าหากว่าลูกค้าอยู่ที่ไหนเราเดินเข้าไปที่นั่นก็จะมีโอกาสได้ลูกค้าเพิ่มเข้าในฐานลูกค้า หรือ ในทางตรงกันข้ามถ้าหากว่ามีทำเลใดๆเพื่อเป็นการเรียกให้ลูกค้าหลงเข้ามาหาเราได้แล้วมีการซื้อขายเกิดขึ้นได้จริงตามคุณสมบัติของสินค้านั้นเราก็จะเป็นการเพิ่มฐานลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง

5. ความสามารถที่จำเป็นสำหรับคนทำธุรกิจโลกใหม่ คือ ความสามารถในการสร้างธุรกิจใดๆไม่จำกัดว่าต้องมีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเดิม ด้วยอัตราความล้มเหลว 90% ของธุรกิจใหม่ นั่นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณจะทำอะไรให้มัน success ด้วย่ความสามารถแบบ average แปลว่าคุณจะมีค่า exspected value ของการทำธุรกิจให้สำเร็จได้คือ 1 ครั้งและล้มเหลว 9 ครั้ง คุณอาจจะล้มสาม ล้มสี่ หรือห้าหกเจ็ดก็สุดแล้วแต่สถิติ แปลว่ามันจะมากกว่าหรือน้อยกว่า 10 ครั้งได้เพราะมันเป็นสถิติเท่านั้น กล่าวคือ การเรียนรู้และสร้างระบบงานออกมาได้เร็วในเวลาที่เท่ากันก็จะมีโอกาส"ผ่าน"ที่มากกว่า และการที่คุณจะทำอย่างงั้นได้แปลว่าคุณต้องทำกิจการมากกว่า 1 อย่าง ณ เวลาหนึ่งๆที่ไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย (น้อยคนนักที่จะทำข้อนี้ได้และคิดแบบนี้ เหตุผล 108 แต่ไม่อยากจะเอามาพิมพ์เก็บไว้ เช่น ความเชือว่าจำเป็นว่าคุณต้องรู้เรื่องที่กำลังจะทำก่อนแล้วจึงทำ แต่คุณคงไม่คิดหรอกว่าคุณเริ่มต้นจากการที่คุณไม่รู้เรื่องใดๆในทุกๆเรื่องนั่นหละ..  และเหตุผลอื่นๆอีกมากมาย พิมพ์ได้อีกเป็นหน้าๆ)

6. กิจการใดๆจำเป็นต้องวางไข่หลายใบในตะกร้าหลายตะกร้า เพราะถ้าหากว่า คุณทำธุรกิจท่องเที่ยวต่อเนื่องกัน เมื่อมีปัจจัยภายนอก (เรื่องอะไรก็สุดแล้วแต่ที่คุณควบคุมมันไม่ได้ ยกเว้นคุณจะเป็นนายกฯ) แล้วมันส่งผลกระทบต่อคุณในทางลบ หรือลบมาก กิจการของคุณทั้งหมดจะโดนกระทบไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เช่นถ้าหากคุณทำเรือสำราญในกรุงเทพ ทำโรงแรมเล็กๆในกรุงเทพ สองกิจการนี้ผูกกับเรื่องท่องเที่ยวแล้วถ้าหากว่ามีปัจจัยภายนอกที่กระทบการท่องเที่ยวเข้าอย่างจัง ทั้งสองกิจการก็โดนหางเลขไปทั้งหมด และเหตุผลข้อที่ 6 นี้เป็นเหตุว่าทำไมความสามารถในข้อที่ 5 เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งนัก

7. คิดให้ดีเสียก่อนว่าธุรกิจที่คุณจะเข้าไปมันไม่ได้เป็นธุรกิจแดงเดือด แน่นอนว่าถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่เข้าไปใหม่คุณจะไม่รู้หรอกว่ามันแดงเดือดแค่ไหนหากคุณขาดข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหรือเป็นข้อมูล insight กันจริงๆ มันจะเป็นธุรกิจใหม่ของคุณ(ณเวลานั้น)เสมอ และแนวความคิดของคนที่จะทำธุรกิจย่อม "จำเป็นต้อง" คิดว่ามันจะมีโอกาสเพื่อเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจของตัวเองเพื่อให้มีแรง(ใจ)พอที่จะเดินหน้าสร้างงานในสายงานใหม่(เฉพาะตัวเอง)นั้น ระหว่างทางจำเป็นต้องคิดทบทวนอยู่ตลอดว่า เหตุผลที่เราจะทำนั้น มันคืออะไรกันแน่แล้วมันได้คุ้มกับเสียหรือไม่ แล้วจะประเมินอย่างไรว่ามันคุ้มแล้ว หรือว่าบอกกับตัวเองได้ว่า "มันไปได้สวย" เรื่องนี้ไม่มีข้อกำหนดตายตัวแต่สิ่งที่สะท้อนออกมาได้ชัดคือ ถ้าหากว่ามันไปได้สวยมันย่อมก่อกำไรทั้งที่แบบมองเห็นหรือแบบที่มองไม่เห็นก็ได้ (ซึ่งแบบที่มองไม่เห็นนี้จะประเมินได้ยากกว่า แต่อาจจะคิดได้อีกแบบก็คือถ้าหากว่า เราจะซื้อกิจการตัวเอง ณ เวลานั้นๆคุณจะยอมจ่ายเงินไปเท่าไหร่ ถ้าหากว่ามันมากกว่าทรัพย์สินรวม ณ เวลานั้นแสดงว่ามันกำไรอยู่เท่านั้นเอง)

8. ธุรกิจต้องเริ่มแบบ "พอเพียง" ความผันผวนของปัจจัยภายนอกทำให้เราประเมินกำลังซื้อไม่ได้ หรือถ้าอยากจะประเมินก็ประเมินได้เป็นแค่เรื่องอุปโลค เพราะคุณไม่มีทางรู้ได้หรอกว่ามันจะเป็นไปอย่างที่คุณคิดอย่างนั้น สิ่งที่ทำได้มากที่สุดก็แค่เพียงทำการศึกษาอย่างจริงจังเท่านั้น เพื่อให้ได้ข้อมูลประเมินกำลังซื้อ (อัตราการขายได้ของสินค้าหรือบริการเหล่านั้น) เท่านั้นเอง มันจะเห็นได้อย่างชัดเจนมากถ้าหากว่าคุณเคยอยู่ธุรกิจข้างเคียงมากก่อน เช่นถ้าหากว่าคุณเคยเป็นผู้ซื้อมาก่อน หรือถ้าหากว่าคุณคลุกอยู่ในวงการเหล่านั้นมากก่อน หรือ อาจจะเป็นว่า คุณมั่นใจมากล้นเหลือ จะไม่ต้องทำการประเมินด้วยวิธีการอื่นใดเลยก็ได้เช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณรู้ว่า คุณจะลงแรงและลงทุนแบบ "พอเพียง" ได้อย่างไร การเริ่มแบบพอเพียงคือการเริ่มแบบระวังตัวแบบหนึ่ง ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เช่นถ้าหากว่าคุณมีบริษัททีทำกำไรปีละ 500 ล้านอยู่แล้ว แล้วคุณอยากจะลงทุนอะไรบางอย่างด้วยมูลค่า 100 ล้านก็ไม่ได้แปลกอะไรมันขึ้นอยู่กับว่า การประเมิน และ มูลค่าการลงแรง และทุน เท่าไหร่ถึงจะไม่มากเกินไปเท่านั้นเอง  เพราะมันจะเป็นการชิมลากถ้าหากว่าคุณรู้ข้อมูลมากขึ้น หรือรู้ว่าเป็นทะเลแดงเดือดสำหรับสินค้าหรือบริการนั้นๆคุณก็จะไม่เจ็บตัวมาก หรือเจ็บในระดับที่ไม่ทำให้คุณเกิดความรำคาญใจเท่าไหร่

9. การคิดและพิมพ์หรือพูดให้คนอื่นได้อ่านได้ฟังทำให้คุณเห็นความคิดที่อยู่ในหัวของคุณชัดเจนมากกว่าเดิม มากเสียจนกระทั่งถูกบันทึกออกมาเป็นตัวอักษรได้ การคิดนั้นเกิดจากการประมวลประสบการณ์สิ่งที่ได้ฟัง ได้เห็นและเรียนรู้มาตลอดชีวิต(เท่าที่อายุคุณจะมีชีวิตอยู่) ซึ่งแต่ละคนจะเห็นไม่เหมือนกันเพราะผ่านเรื่องราวมาไม่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้จะฟอร์มความเป็นตัวตนคุณ ทั้งทางจินตภาพและกายภาพของคุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (กายเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความคิดเท่านั้น ) และความสามารถในการคิดให้ชัดนี้

10. อย่ากลัวที่จะยิงคำถามแทงใจดำ หลายต่อหลายครั้งการถามให้ตรงเป้าหรือคนอื่นที่ร่วมประชุมคุยได้คิดให้รอบด้านหรือ ทำให้คิดได้ชัดเจนขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญในการฟอร์มความคิดแบบหมู่ คนที่เป็นผู้บริหารจะออกนโยบายในเชิงกว้างได้เท่านั้นแต่คนที่จะต้องสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้นได้จริงจะต้องถามต่อเพื่อให้เข้าใจในความหมายต่างๆเหล่านั้นให้มากขึ้น การถามอะไรออกไปแบบตรงๆ หรือถามคำถามที่ขัดแย้งความคิดของคนอื่น ณ เวลานั้น เป็นการกระตุ้นความคิดคนอื่นให้คิดให้รอบด้านเท่านั้น เพราะการคิดและพูดออกมามันเป็นแค่การทำให้ภาพความคิดนั้นชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่มันจะเป็นแบบมุมแหลมเข้าไปในภาพความคิด สิ่งที่ขาดมักจะเป็นการขาดความเฝ้าระวังความคิดที่ตนเองยังไม่ได้คิด (ถึงได้มาคุยกับคนอื่นเพื่อเติมเต็มความคิดนั้น) ผู้คิดชงเรื่องต้องพึงสังวรณ์ไว้เสมอว่า ความคิดของตนเองจะไม่มีทางถูกต้องเสมอไปในทุกๆประเด็น ดังนั้นแล้วจำเป็นต้องไม่ยึดติดกับความคิดและความเห็นของตนเอง แต่ต้องกลับพยายามฟังความคิดและถอดรหัสความคำพูดคำจาของคนอื่น เข้ามาผนวกกับความคิดตนเพื่อขยายผลให้ความคิดนั้นเป็นประโยชน์มากกว่าเดิม และพึงเชื่อไว้เสมอว่า ไม่มีใครที่จะคิดถูกต้องและดีที่สุดได้ตลอดเวลา เพราะยังมีตัวแปรอีกมากที่ตอนนั้นไม่ได้เอามาพิจารณา ความคิดที่ออกมาจากคนๆเดียว ทำได้ดีที่สุดก็แค่ความคิดที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วจากอดิตและปัจจุบันเท่านั้น ไม่ใช่อนาคต แต่ประสบการณ์อนาคตต่างหากที่จะทำให้ คำพูดหรือสิ่งที่คุณบอก ณ ปัจจุบันนั้นไม่ถูกต้อง และสำเนียงรู้ได้ในภายหลังว่ามันไม่ใส่คำตอบหรือทางออกที่ดี และน่าจะต้องฟังคนอื่นให้มากกว่านี้

11. เพราะสุดขอบความสามารถทางความคิดจากคนๆเดียว คือ ประสบการณ์ทั้งโลกจริงที่ผ่านมาในอดิตและปัจจุบัน และทั้งประสบการณ์ทางความคิดที่ฟอร์มความคิดของปัจเจก ณ เวลาปัจจุบันนั้นเท่านั้น นั่นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณจะเหลาความคมในการคิดให้มากขึ้นได้อีก จำเป็นที่จะต้องอ่านหนังสือ หรือ อ่าน blog ให้มาก(blog ที่ทำให้คุณฉลาดขึ้น คิดรอบตัวมากขึ้นก็มีมากมายให้เลือกอ่านกัน แค่ว่าต้องหาสักหน่อยเท่านั้นเอง)  จำเป็นจะต้องเข้าฟังสัมนาเชิงแนวคิด และ/หรือ พบปะผู้คนที่อยู่คนละสังคมกับคุณ ไม่ว่ามันจะเป็นสังคมที่ดีหรูเริดในสายตาคุณเองหรือเลวบัดซบก็ตามที เพื่อให้คุณได้เห็นความคิดของคนที่แตกต่างประสบการณ์กันไป แต่อยากจะให้เน้นที่การอ่านเอาไว้ก่อน เพราะคนที่พิมพ์ออกมาได้นั่นก็แปลว่า เค้าเหล่านนั้นคิดและถ่ายทอดออกมาเป็น text ให้ได้เห็นกัน และมันสื่อสารกันได้ด้วย pace ที่เหมาะสมในแต่ละคนไป

12. จงคิดที่จะสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นเสียก่อนก่อนที่จะ monetize ออกมาเป็นเงินได้ ยังไม่เคยเห็นกิจกรรมทางการค้าใดๆที่ได้เงินออกมาก่อนหน้า(ทั้งก้อน)แล้วค่อย delivery อัตถประโยชน์ตามมาทีหลัง มีแต่คุณต้องสร้างระบบ เตรียมของ ลงทุน ลงแรงไปเสียก่อนแล้วถึงจะได้กำไรจากการลงทุนนั้นกลับมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นแล้วการออกแบบกิจการใดๆต้อง focus ให้ถูกจุดไปที่ว่า "เราจะสร้างประโยชน์ให้กับใคร? และอย่างไร" แทนที่จะบอกว่า "จะทำยังไงให้ได้เงินออกมาจากกิจการที่ทำหรือกำลังจะทำ" เมื่อคุณวางโครงสร้างเชิงประโยชน์ใหคนอื่นได้แล้ว  แล้วค่อยคิดว่า "คุณจะเจียดรายได้จากประโยชน์ทีสร้างให้กับคนอื่นนั้นออกมาเป็นเงินกำไรได้อย่างไรกัน?" แทนเสียจะดีกว่าและมันก็เป็นวิธีคิดที่ง่ายกว่าด้วย (พวกกิจการบนโลก online มักจะคิดกันแบบนี้โดยสร้าง beta version ออกมาเพื่อให้ระบบเดินได้เสียก่อนแล้วก็ค่อยมาคิดว่าจะเก็บเงินยังไงเป็น model เสริมเข้าไปตอนหลังต่อไปก็ยังได้ )

Wednesday, November 25, 2009

พวกที่เค้าออกกำลังกาย สังเกตได้ว่ามีแนวคิดคล้ายกัน

ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่สำหรับผมหรอกครับ สำหรับ clip ที่เอามา show ไว้ที่ด้านบนนี้ คนที่เค้าออกกำลังกายเค้าก็คิดเหมือนๆกัน แล้วก็รู้มาแบบเดียวกันครับ คือว่าต้อง warm up สัก 10+ นาทีแล้วก็เข้าไปทำการทรมานกล้ามเนื้อนิดหน่อย (อย่างน้อยท่าทางว่าก็ใช้เวลาประมาณ 30+ นาที) นอกจากนี้เรื่องที่ทุกคนพูดออกสัมภาพท์มาเหมือนกันก็คือ ต้องออกอย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์ (สำหรับผมใช้นโยบายว่าต้องออกมาอย่างน้อยวันเว้นวัน ก็จได้ค่าเฉลี่ยต่อสัปดาห์ 3-4 วันเหมือนๆกันครับ) นอกจากนี้ concept ความคิดของการออกกำลังกายก็คือ มันทำให้แข็งแรง ณ เวลานั้นทันที เป็นการเพิ่มบุคคลิกภาพ (ให้มันดูดีขึ้น) แล้วก็เป็นการฝากธนาคารสุขภาพเพื่อเอาไว้ใช้ในอนาคตแบบมีปันผล (เพราะเมื่อออกได้ไม่นานก็เห็นผลแล้วน่ะครับเมื่อเทียบกับการไม่ได้ออกอะไรเลย)

อย่างเรื่อง concept การฝากสุขภาพกับธนาคารสุขภาพด้วยการออกกำลังกายนั้น จะเห็นผลได้อย่างชัดเจน เมื่อคุณไปงานแต่งงานเพื่อน หรือเป็นการรวมรุ่น แค่คุณอายุ 20++ เท่านั้นคุณจะเห็นรูปร่างคนอื่นที่แตกต่างกันออกไปเมือ่เทียบกับเค้าเหล่านั้นตอนที่คุณเคยเห็นตอนเรียนดว้ยกัน หรือว่าถ้าหากว่าเมื่อคุณเป็นรุ่นพ่อรุ่นแม่แล้วคุณจะเห็นได้ชัดกว่านั้นอีกว่า บางคนจะอ้วนลงพุงมาก แล้วก็บางคนก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินเลือด ไม่ก็เกี่ยวกับหัวใจหรือปริมาณไขมัน และตับ (ก็ยอด hit ทั้งนั้น) อาการเหล่านั้นเป็นผลจากการสะสมของการไม่ออกกำลังกาย (มันก็เป็นการสะสมเหมือนกันน่ะครับ คุณเลือกได้ว่าจะออกหรือไม่ออกเท่านั้นเอง ณ เวลานี้ ก็อย่างว่าน่ะหละมันเป็นการสะสมนี่หน่า )

แล้วตอนนี้ล่ะคุณเลือกที่จะเริ่มสะสม .. อะไรกัน ระหว่างฝากสุขภาพเข้ากับธนาคารสุขภาพด้วยการออกกำลัง หรือ จะเลือกสะสมตะกรันในเส้นเลือด..

Tuesday, November 17, 2009

ใกล้สิ้นปีผมจะได้ข้อมูลเพิ่มที่ร้านไอติมไม่เคยเปิดเผยกับตัวผมมาก่อน ..

2009-11-17_16-51

ตอนนี้ใกล้จะหมดปีแล้วน่ะครับ ผมจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาอย่างหนึ่งที่คนปกติจะไม่ทำการเก็บข้อมูลกันก็คือ ปีๆหนึ่งกินไอติมไปทั้งหมดกี่ถ้วยกันแน่ เพราะว่าจะได้เอามาประเมินได้ว่าถ้าหากว่าเรากินประมาณนี้แล้ว มันจะคุ้มค่าหรือไม่ที่จะไปซื้อบัตรส่วนลด (มันต้องซื้ออ่ะครับ ><) ปีนี้ผมเลือกที่จะไม่ซื้อ่เพราะว่าผมเดาเอาว่าผมกินไม่น่าจะคุ้มค่ากับการได้ส่วนลดนั้นสักเท่าไหร่ครับ ไว้ปลายปีปั้บก็จะรู้แล้วครับ

บัตรลดพวกนี้มันไม่ได้มีเอาไว้ก็เพื่อให้คนจ่ายน้อยลงหรอกครับ เพราะเบื้องหลังของมัน มันจะทำหน้าที่เพื่อเป็นการเรียกคนให้เข้าร้านเพื่อจ่ายต่อคนให้มากขึ้นมากกว่า เพราะหากว่าลองคิดดูน่ะครับ คุณไม่มีบัตรลด คุณอาจจะคิดได้ว่า อืม .. ก็มันไม่ได้ลดอะไรจะเข้าไปทำอะไรล่ะ เดินผ่านไปก็เท่านั้นก็ไม่ต้องเสียเงินแล้ว แต่ว่าในทางตรงกันข้ามถ้าหากว่าคุณมีบัตรลดแบบที่คุณเสียเงินไปแล้วด้วย (ย้ำอีกหน่อยว่าคุณได้มีความรู้สึกว่ามันสูญเสียเงินกับมันหรือว่าได้มีการลงทุนไปแล้ว) ในใจเราจะมีแนวคิดของทุนจมเอาไว้ นั่นก็แปลว่า เมื่อคุณเดินผ่านหน้าร้านไอติมร้านเดิม ด้วยตัวคนๆเดียวกันแท้ๆแต่ว่า โอกาสที่คุณจะเดินเข้าร้านไอติมเพื่อทำการซื้อ (เสียเงิน) มากกว่าเดิมเป็นไหนต่อไหนแต่ว่าจะไม่ได้ทำการประเมินออกมาเป็นตัวเลขกันจริงๆจังก็ตาม แค่คิดก็จะพอเดาออกมาแล้วมันมีผลต่อความคิดของคุณมากแค่ไหนกันน่ะครับกะแค่บัตรลดเหล่านี้ .. ไม่น่าเชื่อแฮะ ..

Thursday, November 12, 2009

น้ำพุสูงสุดๆที่ดูไบ (ไม่ได้ไปดูตอนที่ไปเที่ยวครั้งก่อน)

ผมเคยไปดูไบมาหนหนึ่งแล้วแต่ก็ไม่เคยเห็นน้ำพุตัวนี้ที่เค้าบอกว่าสร้างไว้ข้างๆกับตึกที่สูงที่สุดในโลก ( ณ เวลานี้ และก็คิดว่าก็คงอีกนานกว่าจะมีคนที่จะทำลายสถิติความสูงของมันได้ ) ตอนที่ผมเดินทางไปเที่ยวที่นั่นแถวตึกนั้นเหมือนจะเป็นทะเลทรายทั้งหมด แต่ก็แน่ล่ะครับ ก็ประเทศนี้มีแต่ทะเลทรายกับทรายเท่านั้นครับ แค่ว่ามีน้ำมันอยู่ใต้ดินเท่านั้นเอง นั้นก็หมายความว่า สิ่งที่เห็นอยู่เหนือผืนดีนนี้ทั้งหมดเป็นสิ่งปลูกสร้างที่แปลงมาจากน้ำมันยังไงอย่างงั้นครับ

ประเทศนี้มีคนรวยอยู่กับมาก ไม่ได้รวยธรรมดาน่ะครับแต่ว่าเป็นพวกที่รวยมากเท่านั้น และก็จะอยู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่สร้างโดยมนุษย์กันอย่างสมบูรณ์โดยแท้ เพราะส่วนที่เป็นธรรมชาติมันก็เป็นแค่ทะเลทรายเท่านั้นครับ มันสะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งและทรัพยากรที่มีเหลือล้นหลามที่อยู่ใต้โลกของเราเป็นไหนต่อไหน ราวกับว่ามันไม่มีวันที่จะหมดไปได้

แนวคิดของประเทศนี้คือ ต้องทำอะไรที่สุดโต่งที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเอาสกีหิมะมาสร้างไว้ในห้างเพื่อให้คนของประเทศเค้าได้เล่นหิมะหรือสกีจริงๆกัน(มันก็ปลอมอยู่ดี) หรือว่าจะสร้างตึกที่สูงที่สุดในโลก หรือว่าจะเป็นโรงแรมที่หรูมากที่สุดเท่าที่โลกเราจะทำได้ แม้ว่าจะไม่มีคนไปพักมันให้ได้กำไรก็ตามที (สนที่ไหนกันล่ะครับเพราะว่ารวยอยู่แล้วซะอีกนี่เนาะ) ผมคิดว่าทำให้ความคิดของคนรวยที่นั่นมองทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งสิ้น ราวกับว่าเรื่องราวต่างๆจะเป็นไปในแบบที่เค้าเหล่านั้นคิดแทบทั้งหมดครับ

Tuesday, November 10, 2009

โฆษณาจีนสื่อสารเข้าใจง่ายได้ใจความ

 

ผมชอบแอบไป CCTV ที่ห้องน้องสาวอยู่บางครั้ง วัตถุประสงค์ไม่ได้ไปดูหนังหรือละครหรอกแต่ว่าที่ไปดูเนียะจะเป็นพวกโฆษณาซะมากกว่า ผมว่าโฆษณาของประเทศจีนเค้าทำให้คนของเค้าเข้าใจได้ง่ายและสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ว่า สินค้าเหล่านั้นมันทำอะไรได้ (ส่วนที่จะทำได้อย่างนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่ได้เกี่ยวกัน แต่ก็อย่างที่รู้ๆกัน)

ผมดู clip นี้สี่นาทีแล้วก็คิดว่าถ้าหากว่าเราเป็นผู้หญิงนี่คงจะซื้อไปแล้วเพราะว่ามันช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกินครับ ^^

Sunday, November 08, 2009

เล่นหวยได้อะไรมากกว่าที่คิด

ถ้าหากว่าต้องการที่จะเล่นเพื่อที่หวังถูก ลองคิดแบบนี้ดูครับ

20090805715_03

สมมุติว่าเราเฉลี่ยเล่นหวยทุกครั้งปีหนึ่งๆเราจะได้เล่นทั้งหมด 24 ครั้ง (เดือนละสองครั้ง) แล้วถ้าหากว่าคุณเล่นทุกงวด โอกาสถูกโดยเฉลี่ยจะทำให้คนๆหนึ่งถูกหวยแบบเลขสองตัวตรงๆประมาณทุกสี่ปี หรือ สี่ปีก็ถูกครั้งนึง ลองคิดดูแล้วกันน่ะครับว่า เล่นทุกงวดเพื่อให้ถูกประมาณแค่ 1 ครั้งตลอดสีปี (เหมือนกับระยะเวลาที่เรียนมหาลัย) แน่ใจแล้วเหรอป่าวน่ะครับว่าคุณต้องการแค่จะถูกรางวัล

 

คนที่ซื้อหวยจะประสบพบพานเรื่องมากกว่าความต้องการถูกหวยมากมายนัก ประเด็นต่างๆเหล่าๆนั้นก็เช่น

- ต้องการมีส่วนรวมกับกิจกรรมนี้
- ต้องกาความรู้สึกตื่นเต้นตอนซื้อ
- ต้องการความรู้สึกตื่นเต้นตอนลุ้น
- ต้องการหากิจกรรมทำอะไรที่แตกต่างออกไปจากที่ทำๆอยู่เป็นปกติวิสัย
- ต้องการคิดว่าตัวเองมีโชค
- ต้องการความดีใจเมื่อถูกหวย
- ต้องการความเสียใจเศร้าใจเมื่อโดนหวยกิน
- ต้องการทดสอบเรื่องโอกาสเหนือความน่าจะเป็น เช่น การได้ซื่งเลขเด็ดแล้วอยากลองของ
- ความรู้สึกในการใช้จ่ายเงินที่เหมือนกับได้มาฟรีๆ (ถึงแม้ว่าจริงแล้วก็เป็นเงินเราเองนั่นหละ แค่ว่ามันรู้สึกไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง)
และอื่นๆอีกมากมาย

แน่นอนว่าเราไม่ได้คิดแค่อยากจะซื้อหวยกันสักเท่าไหร่ การเฝ้าฝันถึงรางวัลเป็นแค่ประสบการณ์หนึ่งสำหรับการซื้อเล่นหวยเท่านั้น โดยที่เจ้าตัวเองก็แทบไม่รู้ตัวว่าเราจะได้ประสบการณ์แฝงต่างๆเหล่านั้นด้วยเช่นกัน

Thursday, November 05, 2009

กินน้ำแข็งปั่น หรือกินไอติมดี

จะเห็นได้ว่าของกินทั้งสองอย่างนี้หน้าตาจะเหมือนกันหมด แต่ที่มันแตกต่างกันจริงๆแล้วก็คือ อันนึงกินแล้วพอจะมีมวลให้อิ่มแต่ว่าอีกอันจะไม่ได้ความรู้สึกว่าได้กินสักเท่าไหร่ครับ เพราะว่าอันนึงเป็นไอติมจริงๆแต่ว่าอีกอันเป็นแค่เกร็ดน้ำแข็งเอาเข้าปากแล้วก็สลายหายไปในทันใด เอาเข้าปากได้แค่รสที่ไม่ได้มีรสมันๆของไอติมด้วยซ้ำ แต่ว่าราคาทั้งสองกรณีนั้นแตกต่างกันเท่าตัวนึง

IMAGE_366 IMAGE_401
ถ้าหากว่ามองเป็นกำไรแล้วล่ะก็จะประเมินได้ว่า "น้ำแข็งปั่น" กำไรกว่าเป็นไหนๆเรียกว่าที่เรากินเข้าไปเป็นน้ำแข็งมีรสเท่านั้น กินเข้าไปเพื่ออารมณ์ความรู้สึกโดยแท้ แอ้ะ แต่ว่าเราก็ไม่ได้กินเพื่ออิ่มอยู่แล้วนี่เนาะ ..