Sunday, May 16, 2010

บางคนเริ่มรับรู้ว่าบางคนมีจิตใจโหดร้าย แต่ลองคิดให้ดีๆอีกสักทีดีกว่ามั้ยว่า .. อะไรทำให้คนเราดิดอย่างนั้น?

จิตใจคนเราไม่ได้โหดร้ายหรอกครับแค่ว่าเราให้ความสำคัญกับทุกชีวิตที่ไม่เท่ากันครับ เช่น ถ้าหากว่า มีนายเอฆ่าลูกคุณ คุณจะเสียใจกับการสูญเสียชีวิตของลูกคุณ แต่ เมื่อหลังจากนั้นนายเอโดนประหารชีวิตคุณจะเสียใจเหมือนกับที่ลูกคุณถูกฆ่าอย่างงั้นหรือ ? แปลกใจเหรอเปล่าล่ะครับ ว่า ทำไมคุณกลับรู้สึกไม่เหมือนกัน แล้ว คุณทำไมให้ความสำคัญกับชีวิต "คน" เหมือนกันได้ไม่เท่ากัน

คุณอาจจะพอคิดออกว่า เหตุที่คุณให้ความสำคัญแก่ชีวิตได้ไม่เท่ากัน มันมีเหตุผลต่างๆมากมายโดยที่ตัวคุณเองแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคุณก็คิดแบบนี้เหมือนกัน อันได้แก่

ความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณ : ถ้าหากว่าคุณเจอหน้ากันทุกวัน ปฏิสัมพันธ์กันทุกวัน จะทำให้คนๆนั้นเป็นตัวละครหนึ่งในชีวิตคุณ แล้วคุณก็จะเริ่มเพิ่มน้ำหนักและคุณค่าให้กับคนๆนั้น ถ้าหากว่าเค้าทำให้คุณมีความสุข หรือ ให้ผลประโยชน์กับคุณครับ ถ้าหากว่าลองคิดสถานการณ์ให้เป็นกรณีที่ชัดเจนก็เช่น ถ้าหากว่าพ่อแม่ของคุณไม่ได้เลี้ยงดูคุณแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งเพราะเค้าเหล่านั้นได้เสียไปก่อนแล้ว ระหว่างที่คุณยังเด็ก แล้วคุณก็ถูกเลี้ยงดูด้วย พ่อแม่ไม่แท้ของคุณ เมื่อคุณโตขึ้น ปรากฏว่าพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วนั้นเกิดปรากฏตัวด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง อาจจะด้วยความสามารถทางเทคโนโลยีใดๆก็สุดแล้วแต่ แต่คุณจะให้ความรู้สึกผูกสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่แท้ๆที่ไม่ได้เลี้ยงดูคุณและเค้าก็ไม่ได้ผิดอะไรที่ทิ้งคุณไป เมือเทียบกับพ่อแม่ไม่แท้แต่เลี้ยงดูคุณมา

การกระทำของบุคคลที่ทำให้เกิดผลต่อตัวคุณ : แน่นอนว่าเหตุผลนี้ก็ย่อมสัมพันธ์กับข้อที่แล้วไม่มากก็น้อย คือ ถ้าหากว่าคุณมีเพื่อนอยู่สองคน คนหนึ่งจ้องคอยแต่ละทำร้ายทำลายคุณ และอีกคนเฝ้าคอยแต่ช่วยเหลือไปเสียหมดในทุกๆด้าน เรียกว่าเพื่อนสองคนทำดีต่อคุณหรือสร้างผลประโยชน์ให้แก่คุณได้กลับขั้วกันสุดๆ (เพื่อให้เห็นภาพชัด) แต่เมื่อสองคนนี้นั่งรถไปเจอประสบอุบัติเหตุพร้อมกันด้วยเหตุผลเดียวกัน แล้วทั้งสองก็เป็นเพื่อนของคุณทั้งคู่ คุณรู้จักและมีปฏิสัมพันธ์กัน คุณอาจจะแปลกใจว่า นอกจากความเวทนาที่จะเกิดขึ้นนั้น ปกติแล้ว คุณจะรู้สึกได้ถึงความไม่เท่ากันในทันที

การกระทำของบุคคลที่ก่อให้เกิดผลต่อคนอื่น : แนวคิดนี้ก็คล้ายกับข้อเมื่อครู่ก็คือ แทนที่จะเป็นการกระทำต่อตัวคุณ ลองคิดวิเคราะห์กับการกระทำต่อคนอื่นแทน แม้ว่า คนอื่นนั้นจะเป็นคนที่คุณไม่รู้จักแม้แต่น้อย เช่น คนสองคนนี้ คือ คนหนึ่งใช้ปืนยิงหมาน้อยตาย และอีกคนหนึ่งที่เป็นฝาแฝดกับคนเมื่อตะกี้ ยิงคนตาย (คนคือใครก็ไม่รู้ไม่รู้จักแม้แต่น้อย) ทั้งสองคนจะถูกโทษประหาร เพราะมีการทำลายชีวิตสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่ตน คุณจะรู้สึกสงสารได้อย่างไม่เท่ากัน คุณอาจจะคิดว่า ก็อีกคนยิงหมาตายแล้วต้องมาตายมันก็ไม่ควร แต่ที่ผมยกสถาการณ์นี้มาสมมุติให้เพื่อที่คุณจะได้เห็นภาพว่า การกระทำของบุคคล มีผลต่อการให้คุณค่าชีวิตได้ไม่เท่ากัน คุณอาจจะลองคิดต่อว่า ถ้าหากว่า คนทั้งสองคนนี้ถูกเอามาประหารชีวิตโดยที่คุณไม่รู้และไม่มีทางรู้ได้ว่าสองคนนี้ได้กระทำอะไรมาบ้าง คุณจะเริ่มเกิดความสงสาร ต่อคนทั้งสองด้วยคุณค่าของชีวิตที่เริ่มขยับใกล้เคียงกันขึ้นมาทันที

แค่สองสามประเด็นที่กล่าวไปนั้นทำให้มนุษย์เราสร้างกรอบและวิธีคิดครอบชั้นเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก เช่น การแบ่งแยกประเทศ การแบ่งแยกสีผิว ชนชั้น และเผ่าพันธ์ โดยทั้งหมดยังอยู่ภายใต้แนวคิดพื้นฐานเดียวกัน คือ ความสัมพันธ์ และ การกระทำ โดยเกิดความคิดแบบอุปนัย ขยายผล และเหมารวมประกอบเฉลี่ยให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นพรรคเป็นพวก เพื่อให้สมองเราคิดในเรื่องคุณค่าต่อบุคคลคนหนึ่งได้แตกต่างกันอย่างเป็นกลุ่มๆ เพราะ เราก็ไม่ได้รู้จักไปเสียหมดทุกคนได้อยู่แล้ว สิ่งที่เราทำได้ก็เพียงเท่านี้

ประเด็นที่ผู้ถาม ถามเป็นประเด็นทางศีลธรรมที่ถ้าหากว่าคิดกันแท้จริงแล้วกลับเป็นพื้นฐานความคิดอันเนื่องมาจากความต้องการการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในสัตว์ทุกๆประเภท แค่ชีวิตสัตว์กับชีวิตคนเราก็มองคุณค่าได้ไม่เท่ากันแล้ว ถ้าหากไม่มีความสัมพันธ์อื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้อง สัตว์บางประเภทมองสัตว์บางประเภทเป็นอาหาร และมองสัตว์ประเภทเดียวกัน เป็นภัยแก่ตัวก็ได้ หรือมองสัตว์ประเภทเดียวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อช่วยกันล่าสัตว์อื่นก็ได้ อย่างไรก็ดีความสัมพันธ์และการกระทำของสิ่งมีชีวิตตนนั้นๆจะยังคงอยู่ภายใต้สามเหตุผลที่ได้กล่าวไป ผมไม่ได้บอกว่า ถ้าหากว่าเป็นสัตว์แล้วคุณค่าจะลดลง ! เพราะถ้าหากว่าสัตว์นั้นมีความสัมพันธ์ต่อตัวคุณได้ดีกว่าสัตว์มนุษย์ด้วยกันเอง เช่น แฟนคุณเลี้ยงหมาตั้งแต่เด็กมาได้ห้าปีแล้ว แล้วเดินทางไปประเทศที่มีชนเผ่าประหลาดที่กำลังจะประหารชีวิตคนคนหนึ่ง แล้วหันมาหาแฟนคุณบอกว่า แฟนคุณมีสิทธิ์ที่จะเอาหมาที่เลี้ยงไว้โดยประหารแทนเพื่อยกเลิกคำสั่งประหารคนคนนั้นได้ คุณอาจจะเริ่มไม่แน่ใจว่าแฟนคุณจะยอมเอาหมาน้อยใช้เพื่อการนี้หรือไม่

มุมมองเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องประหลาดที่คนอาจจะไม่ได้กลับมานั่งคิดกันเสียเท่าไหร่แต่เมื่อที่คนถามก็ลองคิดๆดูได้ไม่ยากว่า "ทำไมชีวิตถึงได้มีค่าไม่เท่ากัน?" หรือคุณจะบอกว่า "ไม่จริง?"

Friday, February 19, 2010

หิวล่ะซิ : เอานี่ไปกินซะ

ไม่ได้ใช้ animoto ทำอะไรเสียตั้งนานเพราะว่าไม่มีโอกาสได้ใช้มันครับ ยังไงก็ทำเล่นๆเอาของกินมาทำเป็น presentation ประกอบเพลงสักหน่อย อาจจะทำให้เพื่อนๆหิวกันได้ไม่ยาก อิอิ ..

Wednesday, February 17, 2010

แค่ป่วยสั้นๆไม่เกิน 16 ชั่วโมง ก็มาคิดเป็นตุเป็นตะแล้ว

mikan-cute หลังจากที่ไม่ได้ปวยมานาน แค่เมื่อวานก่อนมีอาการป่วยเล็กน้อยเท่านั้นก็ทำให้ไม่อยากจะทำอะไรสักเท่าไหร่เหมือนว่า โลกนี้มันหน่วง มองอะไรก็ดูมึนสภาพโลกไม่เหมือนเดิมมากนัก เมื่อเทียบกับวันก่อนๆที่อาการเป็นปกติครับ

กะการแค่ปวดไหล่ขึ้นมา (อาการก็เหมือนกับปวดคอน่ะหละ) ทำให้การนอน ก็หลับไม่สนิทแล้ว พอหลับไม่สนิททำให้มีผลต่อมายามเช้าทำงานก็ทำได้ไม่สะดวก คิดออกไม่ได้ออกไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป แล้วก็เกิดอาการเหมือนกับจะเป็นไข้อีก พอเจอไปประมาณนี้มันไม่ได้ไม่มีกำลังใจจะไปทำอะไรหรอกครับ แค่อยากให้มันหายไปในทันทีมากกว่า ทำให้คิดว่า หยุด นอน พัก เพื่อให้ร่างกายกลับเป็นปกติให้ได้เร็วที่ดีน่าจะเป็นเรื่องดีกว่า การลอย .. ละเมอไปเฉยๆ (คิดแบบ optimal เหมือนเดิมน่ะหละครับ)

หลังจากคิดได้อย่างงั้นก็จัดแจง ... ลุกจากเก้าอี้ที่นั่งทำงาน กินข้าว แล้วหายา กิน แล้วก็นอน นอนก็นอนไม่ได้เปิดแอร์เป็นพัดลม ไม่น่าเชื่อว่า ทุ่กอย่างเป็นไปตามที่คิดคือ นอนแล้วจะเหงื่อไหลออกมาจากกว่าปกติมาก แม้ว่าจะไม่ได้ร้อนมากก็ตาม แล้วก็หลับไปบ้างไม่หลับบ้าง (ปกติก็นอนกลางวันอยู่แล้วแต่ว่างวดนี้ก็นอนให้นานกว่านั้นมากๆ) ผ่านไปสามสี่ชั่วโมงเท่านั้น เหมือนสภาพจะกลับเป็นปกติดี กลางคืนก็นอนได้ดีขึ้นไม่ลุกขึ้นมาเหมือนสองคืนก่อนที่นอนไม่หลับต้องมานั่งปวดท้องปวดตัว (ที่ปวดท้องด้วยเพราะว่าตอนเย็นกินข้าวน้อยน่ะครับ )

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้าหากว่าเป็นอะไรรีบจัดการมันไปซะด่วน ผมว่าเป็นทางนึงที่จะทำให้หายได้โดยละม่อมเป็น optimal ของการจัดการต่อโรคที่จะเกิดขึ้นหรือคาดว่าจะเกิดขึ้น

การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่คุ้มค่าสุดๆแล้วถ้าหากว่าไม่บาดเจ็บอะไร มันเป็นการสะสมชีวิตเพื่อไม่ให้เกิดความไม่เสถียรของร่างกายในระยะยาว (ผมคิดอย่างงี้จริงๆน่ะครับ สสส.ไม่ต้องมาบอกผมก็ได้ ) เพราะว่าแค่รุมๆไม่มีแรงแค่นี้ผมก็เดือดร้อนเป็นตุเป็นตะในใจแล้ว แม้ว่าผมพยายามจะคิดว่า การเจ็บเป็นเรื่องธรรมโลก แต่ผมก็อยากเลี่ยงอยู่ดี แม้คิดว่าเอาจิตไปเพ่งอยู่ มองมัน แล้วมันจะหายไป แต่ว่าความเจ็บ อ่อนแรงหรือปวดนั้นมันก็มี time span ของมันอยู่จริงมันก็ยังตัดความเจ็บไม่ได้อย่างงั้นหรอก จิตยังไม่ได้ผ่านการฝึกมากเท่าที่ควรในเรื่องของความเจ็บปวดมากนัก ยังทนต่อสภาพที่เปลี่ยนแปลง บาดเจ็บ หรือเพลียไม่ได้

สุดท้ายรู้เลยว่า ความไม่เป็นโรคเป็นลาภอันประเสริฐโดยแท้

Thursday, February 11, 2010

ไปเที่ยวญี่ปุ่นกลับมานั่งคิด ..

zenen2
การที่จะมีชีวิตได้พื้นฐานแล้ว เราต้องไม่เจ็บป่วยอะไร (ถ้าหากว่าป่วยนี่คงเที่ยวเดินๆไปไหนมาไหนไม่ได้แน่นอนน่ะครับ) และ สิ่งที่ต้องการ คือ น้ำและอาหาร เรื่องนี้เหมือนกับว่าเป็นเรื่อง basic แต่หลายครั้งอาจจะลืมคิดไปได้ว่า เราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ถ้าหากว่าคุณมีสุขภาพดีอยู่ เราต้องการแค่น้ำและอาหารที่กินเข้าไปอย่างเหมาะสม เท่านั้นเองก็จะมีชีวิตต่อได้แล้ว .. ง่ายๆแค่นั้น สิ่งที่ทำตอนเที่ยวส่วนใหญ่คือ การหาที่กิน และ กินอาหาร ถ้าไม่กินแน่นอนว่าก็จะไม่มีแรงทำอะไรต่อไปได้

เสื้อผ้าคนเราก็ใส่ได้แค่ที่ละชุดเท่านั้น เหมือนกับว่าถ้าหากว่ามีเยอะไปมันก็หนักเปล่าๆ เกิดการใส่เสื้อซ้ำๆครั้งเป็นจำนวนมาก เราไม่ได้ต้องการให้เสื้อสะอาดเอี่ยมตลอดเวลา สิ่งที่เราต้องการคือ เสื้อผ้าใส่เพื่อไม่ให้หนาว แล้วมักก็ไม่จำเป็นว่าต้องสะอาดมากๆอีกด้วย

เวลานอน นอนแบบ Hostel เรากินพื้นที่การนอนแค่เท่าๆกับตัวเรา x1.5 เท่านั้น (เพื่อความสบายในการพนิกตัวผมถ่วงน้ำหนักเข้าไปอีก 1.5 น่ะครับ) ไม่ว่าเราจะนั่งจะยืนจะเดินหรือจะนอน เรากินพื้นที่ volume บนโลกนี้ก็ไม่เท่าไหร่เอง

แปลกดีที่พักนี้มาคิดอะไรแบบนี้ ..

คนไม่มีสี : เหตุผลร้อยแปดทำไมคนเราไม่เลือกข้าง

อ้างอิง link เกี่ยวกับทัศนะวิจารณ์ เรื่อง คนไม่เลือกข้าง .. ก็เอามาคิดต่อว่าทำไมคนเราไม่เลือกข้าง ไม่เลือกสี

เป็นบทความที่บอกว่า "ไม่เลือกข้าง" แปลว่าเลือกแล้ว แล้วก็ไม่ได้เลือกว่าจะอยู่สีไหน แต่ผมอยากคิดแตกเพิ่มเติมหน่อยน่ะครับว่า คนไม่เลือกสีเหล่านี้มีความคิดเบื้องลึกอะไรกันแน่ ?

คนที่ไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องการบ้านการเมือง : แน่นอนว่าพวกนี้ไม่มีสีไม่มีข้าง ไม่ขอมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่รับรู้ ไม่จำเป็นต้องรับรู้ เช่น พระสงฆ์(ที่ประพฤติเหมาะจะเป็นพระสงฆ์) เด็กทารก เด็กอ่อน คนเป็นอัมพาต คนที่ใกล้ตายและปลงโลกแล้ว เป็นต้น คนเหล่านี้จะได้รับผลกระทบไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นไปในทิศทางใดก็แล้วแต่ แต่สุดท้ายก็จะหนีผลกระทบนี้ไม่ผลอย่างแน่นอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จะเบาหรือแรงแล้วแต่ความไหลเข้าผ่านทางโลกมากแค่ไหนเท่านั้น สำหรับเด็กแล้วแน่นอนว่าตัวตนจะต้องไหลเข้าสู่ทางโลกมากขึ้นทุกขณะ เมื่อโตขึ้นจะต้องกินต้องใช้ ต้องออกสังคม ทำงานถ้าหากว่าเด็กที่กำลังจะโตยังอยู่ในสังคมไทย การกระทำใดๆ จะต้องมีผลให้แก่เด็กคนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คนที่สนใจการบ้านการเมืองและสนใจตัวเอง (มันจะส่งผลต่อตัวเขาเหล่านั้นแม้จะไม่กระทำการใดๆ) แต่ไม่อยากจะเข้าข้างเพราะเค้าคิดว่าแนวคิดที่มีอยู่ให้เลือกเป็น option แค่ไม่กี่ option ไม่เข้าท่า คนพวกนี้ผม(เดา)ว่าน่าจะมีเยอะอยู่พอสมควรเพราะ มองไม่เห็นทางออกจากการเลือกข้าง ไม่รู้ว่าจะกระทำอะไรเพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว แล้วผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะดีเพียงพอต่อการกระทำ (เลือกข้าง) ของตนหรือไม่

คนที่สนใจการบ้านการเมืองและสนใจตัวเอง (มันจะส่งผลต่อตัวเขาเหล่านั้นแม้จะไม่กระทำการใดๆ) แต่ไม่อยากเข้าข้างเพราะกลัวต่อผลลัพธ์ในการเลือกข้าง : มนุษย์ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ ถ้าหากว่าเลือกข้างแล้วตนเองมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แล้วผลลัพธ์ออกมาพบว่าตนเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือในการดำเนินการบางอย่าง หรือ ผลลัพธ์ของการเลือกข้างของตนออกมาไม่ดีอย่างที่อยากจะให้เป็นแล้ว จะทำให้ตนเองรู้สึกผิด เพราะตนเองได้มีส่วนต่อการกระทำนั้นๆด้วย ทางที่ดีอย่างเลือกข้างจะดีกว่า จะไม่เกิดความรู้สึกผิดต่อการเลือกข้างนั้น แม้การไม่เลือกสี ไม่เลือกข้างจะเป็นการกระทำ แต่เป็นการกระทำของคนส่วนใหญ่ถ้าหากว่าเกิดผลลัพธ์ใดแล้ว ความรู้สึกผิดนั้นจะกระจายตัว หรือ ผ่อนกว่ากรณีของการเลือกกลุ่มสีใดๆที่มีปริมาณที่น้อยกว่า

คนที่ไม่เลือกข้าง แบบผู้สังเกตการณ์ : คนบนโลกนี้อื่นๆที่คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ(หรือมีเล็กน้อยแค่สะกินเท่านั้น) จากสภาวการณ์ของการบ้านการเมือง และการปกครองของประเทศไทย เช่น Homeless ที่นอนอยู่ที่ถนนในอเมริกา ผู้คนที่ประสบภัยเฮติ ชาวเขาชาวดอย คนชาติอื่นๆที่ไม่ได้ทำการติดต่อค้าขายกับประเทศไทย เป็นต้น แน่นอนว่าคนเหล่านี้"ไม่มีสี"  ไม่เลือกข้างไม่ว่าประเทศไทยจะมีสีหรือข้างให้เลือกก็ตาม มันไม่ได้ส่งผลใดๆกับความเป็นอยู่ของเค้าแม้แต่น้อย ไม่จำเป็นต้องคิดวิเคราะห์ สนับสนุนฝ่ายใด หากคนไทยที่อยู่ในสภาวะการณ์นี้ก็จะตกเข้าไปใน คนไม่เลือกข้างกรณีแรกสุด เพราะถ้าหากว่าเป็นคนไทยอยู่ในไทยแล้วไซร้จะได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น คนเป็นอัมพาตที่ต่อสายอากาศนอนอยู่บ้าน  ถ้าหากว่าเศรษฐกิจไทยเลวร้าย ทำให้คนดูแลไม่มีเงินเพื่อจ่ายค่ารักษา อาจจะทำให้แนวโน้มในการถอดสายอากาศออกมีมากขึ้นได้ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ถอดสายจะไม่เกิดก็ตาม แต่ ความเป็นไปได้จะมีมากขึ้น เป็นต้น)

คนไม่เลือกข้าง เพราะรับได้ทุกอย่าง และปรับตัวอยู่กับสภาวการณ์นั้นๆ : แม้ว่าเหตุการณ์จะเป็นไปในรูปทางใด จะไม่ขอมีส่วนเกี่ยวข้องให้ตนเองมีความรู้สึกผิด ถ้าหากว่าผลลัพธ์ออกมาไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นไปตามที่ตนเองคาดหวัง แต่กลุ่มคนเหล่านี้ จะเป็นมนุษย์ (หรือสัตว์ประเภทหนึ่ง) ที่มีการปรับตัวต่อสภาวะแวดล้อมได้ ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของคนเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ดี และ เค้าเหล่านั้นก็ยอมรับ ในสภาวะการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นแบบใดก็ตามได้ เช่น พวกพ่อค้า ไม่ว่าสถาการณ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่คิดหรือทำ ไม่ได้เป็นการเลือกข้างแต่ใช้สถานะการเพื่อการหาประโยชน์จากสังคม หรือนำเสนอประโยชน์ต่อคนอื่นแล้วแปลงประโยชน์ที่ส่วนเกินมาเป็นความมั่งคั่งร่ำรวยของตนเองได้ หรือถ้าหากว่าสถานการณ์แย่มาก คนเหล่านี้ก็มองแค่ตนเองลักษณะการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจของตนมากขึ้นไปอีก

Monday, February 08, 2010

anchor pricing : สินค้าที่ไม่มีตัวเทียบกับประเมินค่า

anchor pricing เป็นกลยุทธ์การตั้งราคาอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ sub-concious ของคนซื้อสินค้า case ที่มักจะเล่ากันก็คือ ถ้าหากว่ามีการเสนอตัวเลขใดๆเข้ามาระหว่างการสนทนา หรือก่อนที่จะเข้าเรื่องการซื้อขายสินค้า ตัวเลขนั้นๆแม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับราคาเลยก็ตาม เลขนั้นๆจะมีผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเลขใน action ถัดๆไป

คุณมักจะเห็นป้ายราคาที่บอกว่า 199 แล้วก็ขีดฆ่าออกแล้วก็พิมพ์ตัวเลขใหม่ให้เห็นว่า 149 บาทถ้าหากว่าเค้าอยากจะขายราคานั้นๆจริงๆอย่างเดียวทำไม ทำไมล่ะครับ ถึงไม่พิมพ์มันไปเลยว่า 149 บาท แล้วก็ลบของเก่าทิ้ง

สังเกตมั้ยล่ะครับว่า Amazon.com ไม่มีสินค้าตัวไหนเลยที่ขายราคาเต็มหรือถ้าหากว่ามีก็เห็นน้อยเสียเหลือเกิน ไม่ได้เป็นเพราะว่าเค้าขายสินค้าเหล่านั้นได้ถูกว่าราคาเต็ม แต่ราคาเต็มต่างหากที่โดนออกแบบมาให้เป็น anchor price ตั้งแต่ต้นแล้ว

ราคาเต็มจะเป็นตัวกำหนดว่า ห้ามขายสินค้าประเภทนั้นให้มากกว่าราคาเต็มต่างหาก ถ้าหากว่าใครขายมากกว่าราคาเต็มที่ทางผู้ผลิตกำหนดปะเอาไว้ที่ข้างกล่องแล้วล่ะก็แสดงว่าคนซื้อโดนเล่นงานเข้าแล้วยังไงล่ะครับ

ข้อสังเกตอีกอย่างว่า amazon จะบอกเสมอว่า You save ไปเท่าไหร่ อ้อไม่ใช่แค่ amazon คนเดียวที่ทำแบบนี้พวกร้านค้าแนวฝรั่งๆเค้าก็จะบอกเอาไว้เหมือนกันว่า you save เท่าไหร่ โดยจริงๆแล้ว เราไมได้ save อะไรหรอกเพราะว่าเราไม่มีวันที่จะได้มีโอกาสซื้อสินค้าราคาเต็มนั้นอย่างแน่นอนน่ะครับ

ตัวเลขที่คุณเห็นเป็นราคาเต็มจะทำให้คุณเทียบราคาที่คุณกำลังจะตัดสินใจซื้อว่า มันถูกกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น ทั้งๆที่ตัวคุณเองก็ไม่รู้หรอกว่า มันควรจะมีราคาเท่าไหร่กันแน่ ลองคิดดูน่ะครับ ถ้าหากว่า iphone ยังไม่มีขายในโลก แล้วมันทำอะไรได้มากมายกว่าโทรศัพท์มือถือปกติมากนัก คุณจะประเมินได้แค่ว่า มันจะต้องราคาสูงกว่ามือถือธรรมดาแน่นอน แต่ว่ามันจะแพงเท่าไหร่นั้น คุณประเมินเองไม่ได้ครับ แม้ว่าคุณจะรู้เรื่องมือถือมากมายเท่าไหร่ แต่คุณก็ไม่สามารถที่จะประเมินมันได้อยู่ดีครับ คุณไม่รู้ว่าจะเทียบกับอะไรเพราะมันไม่มีอะไรให้เทียบ หรือจุดเทียบนั้นมันห่างไกลกันมากนักยังไงล่ะครับ

ลองนึกย้อนไปตอนที่ไปซื้อของที่เมืองจีน ที่นั่นมักจะมีสินค้าเชิงศิลปะขายกันอยู่ทั่วไป ซึ่งมันประเมินราคาได้ยาก (ไม่มีอะไรเป็นตัวเทียบและไม่รู้ต้นทุนในการผลิตได้ หรือรู้ไปก็เท่านั้นเพราะว่ามูลค่าไม่ได้อยู่ที่ material แต่ว่ามันอยู่ที่ content ต่างหาก) anchor pricing จะถูกใช้งานอย่างเต็มที่ครับ แม้ว่า เราจะมี defend อยู่ในตัวอยู่แล้วก็ตาม คือ ลักษณะการคิดของคนไทยเมือ่ไปซื้อสินค้าจีนก็มักจะบอกว่า ต้องต่อราคาอย่างรุนแรง อย่างต่ำก็ต้องบอกเค้าไปครึ่งราคาเลยดีกว่าเพราะรู้หรอกว่าคนพวกนี้เค้าจะบอกราคาผ่านมาทั้งนั้น แต่เดี๋ยวก่อนครับ ถ้าหากว่าคุณคิดแบบนี้ แปลว่าคุณก็โดน anchor price เข้าแทรกแทรงใน sub concious ของคุณแล้วอยู่ดี แถมมี heuristic และวิธีคิดอย่างเป็นระบบที่ผูกกับราคาที่โดน anchor pricing เข้ามาใช้เต็มๆแล้วน่ะครับ  เพราะว่าอะไรน่ะเหรอครับ ? เพราะคุณกำลังคิดว่า ถ้าหากว่าคุณจะต่อราคา คุณต้องต่อราคาจากราคา anchor price มาอย่างต่ำครึ่งหนึ่งยังไงล่ะครับ คุณก็เอาราคาบอกผ่านเป็นฐานอยู่ดีน่ะหละหรือว่าไม่จริง

อย่างที่บอกไปตะกี้สินค้าที่เหมาะสมกับการใช้งาน pricing แบบนี้คือ สินค้าที่ไม่รู้จะเทียบกับอะไร หรือจะเทียบมันก็เทียบได้ยากเพราะสินค้าที่จะเอามาเทียบนั้นมันไม่ได้ใกล้เคียงกันมากสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเรือ่งคุณภาพหรือว่าการใช้งานก็สุดแล้วแต่ นอกจากนี้คนที่ติด brand ก็จะโดน anchor pricing เข้าเล่นงานได้ไม่ยากเหมือนกันน่ะครับ เพราะภาพ brand name จะมีราคาสินค้าอยู่แล้ว ถ้าหากว่าสินค้าเมืองจีน copy grade A ทำออกมาได้เหมือนมากๆ ในหัวคุณก็เริ่มคิดฐานราคามาจาก ราคาที่สูงมากๆ ของสินค้าประเภทนั้นๆอยู่ดี ทำให้แม่ค้าแทบไม่ต้องบอกผ่านเลยก็ได้ครับ เพราะคุณรู้มาก คุณรู้จัก Brand นั้นแล้วดั้น คุณรู้จักราคาโดยประมาณของสินค้านั้นๆอีกต่างหากครับ

ถ้าหากว่าคุณรู้แบบนี้แล้ว สิ่งที่คุณจะทำได้( หรือคิดได้) ก็คือ คุณรู้ว่าสิ่งนี้มีในโลกจงหาประโยชน์จากมันซะ หรือ อีกความคิดที่ผุดขึ้นมาก็คือ สิ่งนี้มีในโลก คุณต้องละ pricing แบบนั้นออกจากหัวไปได้เลย คุณแค่ประเมินว่า ราคาเท่านั้นคุณจะจ่ายหรือไม่แค่นั้นเองครับ อย่างไรก็ดีตัวเลข anchor นี้จะมีผลต่อคุณถ้าหากว่าคุณได้รับรู้มันแล้วอยู่ดีน่ะครับ (หนีไม่พ้นครับ)

Wednesday, February 03, 2010

KPN AWARD เข้าไปดูรอบก่อนชิงชนะเลิศที่ Moon Star studio (ไม่เคยเห็น studio ให้เช่าแบบนี้)


เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปทำอะไรที่ไม่เคยทำอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเข้าไปดู studio เพื่อการถ่ายทำ KPN AWARD ภาพโดยรวมแล้วตอนแรกถ้าหากว่าไม่ได้มาที่ Studio แล้วล่ะก็ ผมก็ยังคงจะคิดว่า มันจะต้องเป็นเหมือนกับงาน concert ย่อมๆแน่เลยแต่ว่า พอเข้าจริงแล้ว มันย่อมกว่าที่ผมคิดไปอีกสักประมาณ 3 เท่าเห็นจะได้ครับ

สภาพเวทีก็ยื่นเข้ามาในคนดูมาก แล้วก็ยันเกือบจะชมโต้ะกรรมการ (ที่เค้าทำหน้าที่ comment น่ะครับ) แล้วพื้นที่ที่เหลือก็จะเป็นพื้นที่สำหรับวางเก้าอี้กพลาสติกสีน้ำเงินแบบมีผนักพิงให้คนที่เข้ามาชม ผ่านการจองตั๋วล่วงหน้าทาง internet ได้เข้ามานั่ง เรียกได้ว่า กล้องที่ถ่ายออกมาผ่านรายการทีวีให้เราได้เห็นนั้นมันก็มีเท่านั้นจริงๆ อย่าคิดภาพขยายต่อออกไปว่าคนจะต้องเยอะแยะอะไรน่ะครับ

เรื่องที่แปลกใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เราเข้าไปแล้วอารมณ์จะเหมือนกับตัวประกอบของรายการซะมากกว่า ไม่ได้เหมือนกับเข้าไปดู concert แต่ประการใด แม้ความเครื่องเคราสำหรับการแสดงจะครบถ้วนเหมือนกับงาน concert แต่เสียงจะเบากว่ามาก นอกจากนี้ที่แปลกอีกอย่างก็คือ มีการแยกลำโพงของเสียงคนร้องเพลงออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ได้ฟังเนื้อเสียงคนร้องได้ชัดเจน และมันชัดเจนไปกว่าการที่จะเป็น concert เพื่อให้คนดูได้รับฟังเสียงทั้งคนร้องและดนตรีได้อย่างเข้ากันมากที่สุด ผมก็เข้าใจอยู่หรอกว่า เพราะว่างานนี้เป็นการประกวดเสียงร้องมากกว่าการประกวดวงดนตรีทำให้ต้องแยกระหว่างคนร้องและเครื่องดนตรีออกจากกกันแบบนี้ครับ

นอกจากนี้รายการนี้มันจะเป็นรายสด นั้นก็หมายความว่า ทุกคนจะต้องทำตัวสดๆให้คนอื่นได้เห็น ไม่ว่าจะคนพูด (พิธีกร) หรือว่าแม้กระทั่งคนดู และมีเวลาที่พักเบรคตัดภาพออกจากห้องส่ง สิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนอีกประการก็คือ นอกจากจะมีพิธีกรจริงๆที่เราจะได้เห็นตอน on air แล้ว ยังจะมีพิธีกรที่ไม่เคยได้ปรากฏตัวอย่างใน TV เลยแม้แต่น้อยครับ นั้นก็คือ “พี่ Freeze” เห้นเค้าเรียกกันแบบนี้และ ดูเหมือนว่าคนนี้จะเป็นคนที่คนในวงการน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว หน้าที่ของเค้าคนนี้คือ สลับฉากกับพิธีกรตัวจริง เมื่อพักเบรคคนที่เป็นพิธีกรตัวจริงก็จะได้พักเบรค เพื่อไปเตรียมตัวอะไรของเค้าก็ว่าไป แต่ว่าพี่ Freeze เค้าก็โผล่หัวออกมาจากหลังฉาก และคนๆนี้น่ะหละ จะทำหน้าที่เหมือนกับพิธีกรแทน โดยจะทำตัว ยืนบนเวทีหรือล่างเวลา ทำการสัมภาทย์คนเข้าห้องส่ง และที่สำคัญทำการกระตุ้นให้คนดูที่อยู่ที่ห้องส่งมีส่วนรวมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้จะทำตอนที่ on air ไม่ได้

การสัมภาทย์สามารถทำได้แบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังมากนัก เพราะ ไม่ได้ on air แต่อย่างใด เช่น เอาให้คนอ้วนมาทำท่าแปลกๆ เอาคนแก่ที่เป็นคนดูมากรี้ด (ผมว่าถ้าหากว่า on air มันก็จะดูแปลกๆไปหน่อยจริงๆน่ะหละ) หรือแม้กระทั่งแจกของขวัญให้กับคนดู เรื่องเหล่านี้ถ้าหากว่า on air ก็จะเสีย air time ไปเฉยๆน่ะครับเพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาของรายการสักเท่าไหร่

เอาเป็นว่า หลังจากที่ผมฟังคนที่ร้องประกวดแล้วผมก็กลับมานึกได้อยู่อย่างว่า ถ้าหากว่าเลือกเพลงร้องได้เหมาะกับ range เสียงของตัวเองแล้วสามารถทำเสียงหลบ เสียงหลีกอะไรได้เหมาะสมแล้ว และคุณทำการสั่นเสียงลูกคอได้แล้วล่ะก็ เรื่องอื่นก็เป็นรองมานักไม่ว่าจะเป็นสีหน้าการแสดงออก ถ้าหากว่าผมขึ้นไปเวทีอย่างงั้นผมก็คิดว่าผมก็คงทำท่าทำทางอย่างงั้นอยู่เหมือนกัน เช่น ถ้าหากว่าเนื้อความบอกว่า ไกล ผมก็จะมองไปไกล แล้วก็ทำมือยื่นออกไปเหมือนกับว่า มันมีอะไรไกลๆอยู่ตรงนั้น หรือถ้าหากว่าจะบอกว่า “ฉัน” ก็เอามือมาผะอกตัวเอง เหมือนกับเป็นธรรมชาติการสื่อสารเลยครับ ที่แน่ๆผมว่านะ “เสียงร้องของผมเองก็ไม่ได้ย่อยเหมือนกับถ้าหากว่าเปรียบเทียบกับผู้สมัครคนอื่นๆแล้ว แม้ว่าน้องๆผมจะไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ก็ตาม แต่ว่า .. น่าผมก็คิดแบบนี้อยู่ดีน่ะหละ”


แอบเอาเพลงที่ตัวเองร้องไว้เมื่อนานมาแล้วปะไว้ให้ฟังแล้วกันนะครับว่าเหมือนกับนักร้อง KPN ได้เหรอป่าวน้อ ?

Sunday, January 17, 2010

TCDC สัมนาวันนี้บอกอะไรผมบ้าง ? (reflection note)

รายชื่อ วิทยากร ที่มาคุยกันให้ผมฟัง บนเวที :
คุณพิชิต วีรังคบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายนิทรรศการและกิจกรรมสัมพันธ์ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ,
พูลพัฒน์ โลหชิตรานนท์ ผู้อำนวยการเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บอทานิค จำกัด ,
คุณจีรพรรณ กิตติศศิกุลธร Design Director บริษัท Able Interior workshop จำกัด

Please download file here :
 file ที่ผม Note เอาไว้ได้จากที่นี่ครับก่อนที่จะอ่านเนื้อหาด้านล่าง

วันนี้ไปเดินทางไปฟังสันนาเรื่องประมาณว่า ธุรกิจมี design ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะได้เข้าฟังสัมนาเท่าไหร่เพราะว่าไม่ได้โทรไปจองก่อนก็คิดว่ายังไงซะก็เดินเข้าไปเซ็นเอาหน้างานก็น่าจะได้อยู่ ก็ปรากฏว่า ได้น่ะครับก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปฟังกัน

คนฟังเยอะอยู่ครับ เรียกได้ว่าแน่นเต็มจำนวนเก้าอี้ที่เค้าจัดเอาไว้ให้น่ะครับ ประเด็นที่อาจจะเกี่ยวกับเรื่องคอมๆสักหน่อยก็จะมีอยู่ประเด็นนึงครับ แต่ว่าอาจจะต้องเล่าให้ฟังเป็นฉากๆไปจะได้เข้าใจกว่าครับ

คนที่มาบรรยายให้เราฟังจะเป็นคนที่ทำโรงงานทั้งหมดแต่สินค้าของเค้าจะเน้นการ design เป็นหลัก เพื่อให้สินค้าขายออก ถ้าหากว่าเหมือนกับคนอื่นเค้าก็คงไม่ได้ขึ้นเป็นผู้บรรยายในสัมนาครั้งนี้เป็นแน่แท้ครับ คนนึงทำเกี่ยวกับสินค้าประเภทผลไม้แห้ง หรือพวกดอกไม้ตากแห้งแล้วบรรจุ ในนั้นก็จะมีกลิ่นหอมๆออกมาด้วย ตั้งเอาไว้นานๆเข้าก็ต้องทิ้ง เค้าบอกว่าสินค้าแบบนี้เค้าชอบเพราะมันเป็นโอกาสตลาดอย่างเห็นได้ชัดเพราะมันมีการใช้แล้วทิ้งอย่างแน่นอนเพราะว่ากลิ่นมันก็ไม่ได้อยู่ถาวรอะไร ส่วนอีกคนก็จะเป็นคนผลิต furniture ที่เกี่ยวกับ home decoration ตกแต่งบ้านครับไมว่าจะเป็นโต้ะเก้าอี้ โคมไฟและอื่นๆ (ผมไม่ได้เห็นภาพสินค้าที่เค้าทำครับ คนนี้บังเอิญว่าเป็นคน present ไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ว่าเค้าจะ design ไม่เก่งนี่ครับ ) แล้วก็อีกคนเป็นคนที่เหมือนจะผลักดัน TCDC ให้มีกิจกรรม มีเรื่องเดินไปได้ แล้วก็เป็นคนที่ทำธุรกิจออกแบบสินค้าใดๆเพื่อให้สินค้านั้นๆขายออกไปได้ เรียกตรงๆเลยน่ะครับว่า ขาย design ไม่สนหรอกว่าสินค้ามันจะเป็นอะไรกระเป๋าก็ได้รองเท้าก็ได้

ร่ายมาเสียยาว ก็จะได้ Get ภาพก่อนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนที่ลอยๆมาแต่ว่าผ่านประสบการณ์การออกแบบสินค้าเพื่อขายให้ได้สู้ตลาดกันหมดทุกคนน่ะครับ ประเด็นที่เป็นประเด็นหลักผมจะเล่าออกมาเป็นข้อๆได้ต่อไปนี้ครับ

1. Online Marketing สำหรับสินค้า Design ยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายมากนัก สำหรับคนไทยแม้กระทั่งผู้ประกอบการที่ทำสินค้าประเภท Design เอง : ตอนนี้คนเหล่านี้ก็ไม่ได้เน้นการ marketing ผ่าน Online marketing แต่ประการใด คนทีทำสินค้าดอกไม้แห้ง ก็บอกออกมาเองว่า ลูกค้าเค้าไม่ได้เข้ามาทางหน้าเว็ปสักเท่าไหร่ ก็แปลว่าเค้าไม่ได้มีคนออกแรงเพื่อให้เกิดการดูดคนผ่านการค้นหาสักเท่าไหร่ หรือว่าอาจจะไม่ได้มีความรู้ตรงๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้ ส่วนคนที่สองทีทำเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้มีการ โปรโมตผ่าน online แต่อย่างใด เค้าบอกว่าสินค้าเค้าเป็นตัวบอกต่อให้คนอื่นๆด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว สินค้าของเค้ามีเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนใคร แล้วก็การ design เหมือนกับมี Brand signature อยู่ในตัวมันอยู่แล้ว ไม่ต้องตาม Trend อีกต่างหาก ก็น่าจะทำได้น่ะครับเพราะว่าก็ product เยอะแยะที่ทำตัวอย่างงั้น คือ รักษาภาพลักษณ์ และการ design  ให้เป็นแบบตัวเองได้เป็นตัวเองมากจริงๆ เค้าก็จะขายได้อย่างไม่ยากเย็น

2. มูลค่าในการออกงาน Trade show ลดน้อยลงไปเมื่อเทียบกับเมื่อสิบปีก่อน : คนบรรยายบอกออกมาและผงกหัวพร้อมกันราวกับนัดกันมาแล้วครับว่า คนที่เดิน Trade show น้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับสมัยก่อน มีผู้บรรยายท่านนึงประเมินเอาว่า เป็นเพราะว่าอิทธิพลของ internet ที่จะทำให้ผู้ซื้อกับผู้ขายมีโอกาสได้เจอกันมากกว่า แล้วก็เป็นการลดต้นทุน การ sourcing ของลูกค้า การเดาครั้งนี้ผมไม่เห็นข้อมูล support มากเท่าไหร่ แต่ผมก็เห็นด้วยส่วนหนึ่ง่นะครับ เพราะว่า มี Online Trader website มากมายผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดแล้วก็ website เหล่านี้ก็ทำกำไรระดับโลกเช่นเดียวกัน ถ้าหากว่า มันไม่ได้ก่อประโยชน์แต่อย่างใดเค้าจะทำกำไรจาก profit ส่วนเกินที่ provide ให้กับคนอื่นๆได้อย่างไรกันล่ะครับ ถึงอย่างไรก็ดีทั้งหมดก็ยังออกงานบูทอยู่ดีน่ะครับเพราะว่ามันเป้นประสบการณ์เก่าๆที่ยังบอกเค้าเหล่านั้นอยู่ว่า จะทำให้ได้ลูกค้าอยู่แม้ว่า ลูกค้าจะมาเดินน้อยลงแล้วก็ตามที แต่ก็จะเน้นเพิ่มเติมโดยการ knock door หรือว่านำสินค้าไปเสนอกับลูกค้าในฐานข้อมูลเก่าๆ (คนพวกนี้อยู่ใน business ของตัวเองมามากกว่า 10 ปี) เพื่อเอาสินค้าใหม่ๆไปเสนอได้ไม่ยาก เค้ามี profile ที่ดี มีความฉลาดในการ present มากขึ้นก็จะทำให้ขายสินคค้า Design ใหม่ๆของเค้าเหล่านั้นได้ เช่นเดียวกันครับ

3. submit ผลงานตัวเองกับ "media" : ถ้าหากว่าคุณอยู่วงการอะไรก็แล้วแต่ คุณจำเป็นต้องรู้ว่า website ไหน หรือว่าสื่อไหนที่มีอิทธิพลต่อ potential buyer ของสินค้าคุณได้บ้าง เช่น พวกงาน Design ประหลาดเหล่านี้ ก็จะมี website เหมือนกับเป็นศูนย์รวมของผู้ออกแบบ เอาสินค้าตัวเองมา post โชว์หรือออกสื่อนี้ให้ได้ เมื่อได้ออกแล้วก็จะมีการติดต่อกลับเข้ามายังผู้ผลิตโดยตรงได้ ผมอยากจะมองว่า สื่อที่เป็น inter แล้วเชื่อมต่อคนที่เป็น niche แบบนี้ได้ดีที่สุดไม่ได้เป็นนิตยสารเฉพาะทาง แต่เป็น online website อะไรบางอย่างหรือแม้กระทั่งเป็น weblog (บล็อก) ของใครบางคนที่ทำหน้าที่นี้ครับ ถ้าหากว่าเอาผลงานคุณออกไปสู่สายตาคนซื้อได้แล้วล่ะก็แน่นอนว่าโอกาสทางธุรกิจก็ต้องเกินขึ้นเป็นเรื่องปกติที่จะตามมา

4. มีหลายกรณีที่มีการสั่งซื้อแล้วต้องกระเสือกกระสนเพื่อทำการผลิตให้ได้กับปริมาณที่ลูกค้าต้องการ : สำหรับสินค้าใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะขายได้ดีแค่ไหน (คนผลิตเอาหรือคน design เองอาจจะคิดว่ามันก็ไม่ได้เจ๋งอะไรมากมาย หรือว่ามันก็ยังไม่รู้บอกไม่ได้หรอกว่าจะขายได้ หรือขายดีแค่ไหนกัน ) คนเหล่านี้เมื่อผ่าน process ของการ present ออกไปแล้วไม่ว่าจะเป็นการออกบู้ท หรือ submit ไปยัง media ก็แล้วแต่แผนใครแผนมัน เมื่อได้ลูกค้ามาอัตราผลผลิตจะเป็นปัญหาที่ติดตามมาเป็นเงาตามตัว เพราะลูกค้าเหล่านี้ถ้าหากว่าเป็นคนที่มี buyer connection หรือ network ของคนซิ้อยู่ในมือแล้ว อาจจะมีการสั่งสินค้าที่ present ไปเป็นปริมาณที่มากก็ได้ ปัญหาพวกนี้ก็ต้องเตรียมตัวรับมือครับ แต่ตอนบรรยายก็ไม่ได้บอกว่ารับมือได้อย่างไร เพราะเค้าเหล่านั้นไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นปัญหาเท่าไหร่ เพราะเงินมันก็อยู่ตรงหน้ากันแล้วนี่ครับ จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้สินค้าผลิตส่งได้จำนวนมากๆเท่านั้น มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีจริงเหรอป่าวล่ะครับ

5. การเข้าใจสินค้าหรือผู้ซื้อสินค้าตัวเอง หรือ business ที่ตัวเองทำนั้น ต้อง Get กันระดับ "ดื่มด่ำ" หรือ อีกคนเรียกว่า "เข้าใจแบบของสะสม" มีการเปรียบเทียบความเข้าใจของหมวดสินค้าที่ตัวเองจะขายระดับที่ Design ได้นั้น ไม่ได้เป็นแค่เหมือนกับ อาซิ้มที่ซื้อมาขายไปเท่านั้น เพราะพวกนี้ไมได้ดื่มด่ำแล้วก้ไมได้อินกับสินค้าสักเท่าไหร่ ใจจะต้องรักเข้าใจสินค้าประเภทนั้นๆอย่างบ้าคลั่ง ราวกับเป็นของสะสมของตัวเอง ผมเข้าใจเลยน่ะครับ ระดับนั้นมันคืออะไรเพราะว่าตัวผมเองก็มีของสะสมเป็น ความรู้มายากลอยู่ หรือเรียกว่าเป็นพวก secret collection (รู้สะสมแต่ว่าไม่ค่อยได้แสดงเพื่อหารายได้แต่ประการใด) ผมจะใช้เวลากับพวกนี้มากมาย (แต่ก่อนตอนที่บ้าคลั่ง) แล้วก็ความรู้เหล่านี้ก็สะสมมาเป็นระยะเวลานาน อ่านหนังสือเกี่ยวกับมัน ซื้อสินค้าเกี่ยวกับมันแม้ว่ามันจะแพงถ้าหากว่าเทียกับ material ที่เราได้แต่ว่า มันแอบใส่ valve add เข้าไปเป็นเชิงความลับ หรือ ความเป็นอัจฉริยะในการคิดออกมาวิธีการเล่นกลเหล่านั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อทำให้ผมเองก็ลุ่มหลงระดับ passion กับมันเลยครับ แต่ว่านั่นมันไม่ได้เป็น business ของผมแต่ประการใด ในทางกลับกันถ้าหากว่าคุณจำ business อะไรก็ตามเพื่อให้ออกงาน design หรือมีแนวคิดใหม่ๆสำหรับสินค้านั้นๆได้แบบเจ๋งๆ แล้วล่ะก็ การหลงแบบมี passion นั้นเป็นเรื่องจำเป็น (ผมก็คิดแบบนี้น่ะครับถ้าหากว่าคุณไม่ได้รักไม่ได้ชอบเลย หรือเกลียดมันด้วยซ้ำ ก็คิดดูแล้วกันน่ะครับ ถ้าหากว่าแข่งกันระหว่างคนที่รักชอบอย่างบ้าคลั่งกับสินค้าหรือบริการที่เป็น business คัวเองกับคนที่เฉยๆทำ business เดียวกัน ใครจะทำผลงาน กำไร และออกแบบสินค้าใหม่ได้ดีกว่ากัน ) มีการอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ถ้าหากว่าคุณหลงสินค้าที่คุณทำเป็น business แล้ว อย่างอื่นจะ auto ออกมาเองไม่ว่าจะเป็น concept ในการคิดเรื่องการจัดสรรทรัพยากร เวลาของคุณกับ business หรือแม้กระทั่งการมองออกอย่างเป็นรูปธรรมว่า แบบไหนกันที่เรียกว่าเจ๋ง ! ก็คุณรักมันเข้าไส้ซะขนาดนั้นมันก็ต้องเห็นอะไรที่คนปกติมองไม่เห็นเป็นธรรมดาน่ะครับ

6. แนวคิดต้องนอกกรอบ : ไมว่าคุณเรียนอะไรมาก็แล้วแต่ คุณก็สามารถที่จะ design สินค้าหรือบริการที่คุณ passion กับมันได้ไม่ยาก โดยอย่าเอาเรื่องที่คุณรู้แล้ว มาจากการบันทึกเป็น textbook หรือคนอื่นบอกมา (แนวอย่าเชื่ออะไรใคร ) หรือแม้กระทั่งอย่าคิดเหมาเอาเอง (การแยะแยะได้เรื่อง สมมุติฐานจากบทความครั้งก่อนที่ผมก็โม้ให้ฟังเอาไว้แล้วน่ะครับ) มีการอธิบายว่า การแหกกฏจะต้องกระทำเป็นเรื่องปกติอย่างเป็นระบบ สำหรับคนที่ไม่เคยทำ เช่น ถ้าหากว่าคุณอยู่กับห้องประชุมเดิมๆ ประชุมด้วยวิธีการเดิมๆ แล้วคุณจะได้หนทางแก้ปัญหาหรือ product ใหม่ๆออกมาอย่างงั้นหรือ หรือคุณอาจจะต้องฝึกสมองโดยการรวมสินค้า function ใดๆในโลก เข้าด้วยกันเป็นประจำเพื่อเป็นการลับมีดสมองการคิดออกแบบ product ใหม่ๆของคุณเช่น จงออกแบบสินค้าหรือบริการที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างเทปกาว กับเสื้อยืด เป็นต้น ซึ่งผมก็แอบเอามาคิดก็ยังคิดไม่ออกน่ะครับว่าจะทำอะไรออกมาเป็น product ได้

7. การแก้ปัญหาด้วยเงิน เป็นวิธีการที่เท่ห์น้อยที่สุด (เรียกว่ามันเจ๋งน่ะครับ) ถ้าหากว่าคุณแก้ปัญหาใดๆดว้ยการใช้เงินจัดการมันแสดงว่ามันผ่านการคิดออกมาน้อยไปหน่อยน่ะครับ เพราะว่า ปกติแล้วผมจะคิดเสมอว่ามันจะต้องมีวิธีการที่ดีกว่านี้ ผมไม่ได้เป็นงก (เท่าไหร่) แต่ก็ชอบที่จะคิดแบบนี้เช่นเดียวกันอะไรที่ทำออกมาแล้วโดยไม่ใช้เงินสักเท่าไหร่ในการแก้ปัญหา แล้วมันแก้ได้เหมือนกัน รู้สึกว่าไม่ต้องใช้เงินเนี่ยะเป็นวิธีการที่ได้ออกแรงสมองเพื่อลับความคิดแล้วก็เจ๋งกว่าน่ะครับ อันนี้ไม่เถียงน่ะครับ แต่ว่าก็อีก เดี๋ยวนี้ก็มีคนที่รับเงินเพื่อออกแรงคิดให้เราได้ด้วยเช่นเดียวกัน (ประเด็นนี้ผู้บรรยายไม่ได้พูดเอาไว้แต่ตัวผู้บรรยายเองก็ทำหน้าที่นี้ให้กับผู้ว่าจ้างคนอื่นๆเช่นเดียวกัน)

8. style เป็น subset ของ Design แล้วก็ Design ก็ไม่ได้แก้ปัญหาการขายของไม่ได้ไปซะทั้งหมด ?  มีประเด็นอยู่ว่าถ้าหากว่าคุณไม่ได้ passion กับสินค้าหรือบริการมากๆ เราจะไม่เข้าใจ content ของความต้องการซื้อสินค้าได้เลย เราสามารถที่จะออกแบบโดยการปรับเปลี่ยน style ของสินค้าได้แล้วแต่ผู้ออกแบบซึ่งมันก็จะมีวันตันได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นแล้วต้องกรองการออกแบบออกมาโดยการใช้ content มากน่าจะเป็นเรื่องดีกว่า

9. "Keep it Simple !"  : เป็นอีก concept ที่ผมบอกว่า ใช่เลยครับ ไม่ว่าจะออกแบบวิธ๊การผลิตหรือสินค้าใดๆก็ตาม หากว่าคุณทำออกมาแล้วเริ่มมีความซับซ้อนเกินไป (คุณรู้หรอกว่าอะไรเรียกว่าเกินไป ) มันจะเริ่มไม่ดีแล้ว แปลว่าอะไรน่ะครับ แปลว่าคุณยังหาวิธีการที่มันง่ายกว่านั้นไม่ได้มากกว่า ความเข้าใจกับตัวสินค้าถ้าหากว่าคุณแสดงมันให้ซับซ้อนลูกค้าก็จะงงๆอีก การนำเสนอจะต้องเรียบง่าย ดูไม่ซับซ้อน มันจะต้องดูไม่ซับซ้อนเกินไปตั้งแต่ตอนออกแบบสินค้ากันเลยก็ว่าได้ ผู้บรรยายเล่าถึงขนาดว่า เอาไม้มาผ่าเป็นท่อนอบกลิ่นมันแล้วใส่กระป๋องแล้วก็นำเสนอออกไป เท่านั้นเองก็ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำไม่รู้ว่าทำไมมันง่ายขนาดนี้เหมือนกัน ...

10. ทุกคนอยากต้องมอง waste ของตัวเองและของคนอื่น มาเป็น raw material เพื่อเอามาผลิตเป็นสินค้ามี design ของตัวเองให้ได้ : ผมใช้ใจว่าถ้าหากว่าเราฉลาดพอที่จะออกแบบสินค้า (รวมทั้ง process เพื่อแปลงมันให้เป็นสินค้าที่ออกแบบ) ได้จาก ขยะ หรือ สิ่งที่ทุกคนไม่รู้ว่าจะกำจัดมันอย่างไรดี ได้แล้วล่ะก็มันจะเป็นมูลค่าเพิ่มสูงสุดระดับที่ทำให้คนไม่มีอะไรจะทำ ไม่มีอันจะกิน ตกงาน ไร้ความสามารถ (ด้านอื่นๆ) ลืมตาอ้ามากกันได้เลยทีเดียว เรียกว่า valve add มันสูงสุดๆจากการแปลงของไร้ค่าให้เป็นของมีค่าได้ด้วยกระบวนการผลิตที่ออกแรงน้อยสุดๆแล้วก็ได้สินค้ามูลค่าที่ยอมมีคนจ่ายเงินให้กับคุณได้มากสุดๆ (ราคาขาย - ต้นทุนการผลิต - ต้นทุนวัตถุดิบที่เป็นขยะมาก่อน = กำไรนี่หน่า .. >< ) ถ้าทำได้ก็เอาไปกินครับผม แต่ note ไว้นิดหน่อยน่ะครับว่าจะทำอย่างนี้ได้ต้องดูด้วยว่า ขยะมันจะมีเยอะแค่ไหน แล้วจะมีต้นทุนอะไรมั้ยที่จะทำให้ขยะแปลงมาเป็นสินค้าด้วย activity ที่ต้นทุนต่ำ คนที่ขายขยะให้เราเค้าก็ต้องได้กำไรหรือเงินพอที่จะทำให้ตัวเค้าอยู่ได้ด้วยความ happy ไหลผ่านกระบวนการผลิตและ know-how ของเราแล้วก็ออกเป็นสินค้าของเรา ไปให้ลูกค้าได้ความ happy หลังจากการใช้งานได้ ก็จะ happy กันทั้งสาย จะทำให้สินค้านั้นๆยั่งยืนได้น่ะครับ

11. โชว์สินค้าคุณออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ต้องกลัวโดน Copy : มีการกล่าวอ้างว่าถ้าหากาว่าคุณคิดอยู่เสมอจะทำให้คุณวิ่งนำหน้าผู้ที่จะ Copy คุณตลอดไปและจะทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆด้วย เพราะคนที่ไม่ได้ฝึกวิ่งมาก็จะวิ่งได้ช้า ถ้าหากว่าคนวิ่งเป็นประจำก็จะอึดกว่าและวิ่งได้เร็วกว่า ทำให้ระยะทางก็ต้องห่างออกไปเรื่อ่ยๆเมื่อวิ่งไปพร้อมๆกัน (เหมือนกับโจทย์ physics ม ปลายยังไงก็ไม่รู้แฮะ) ยังไงคุณก็ต้องโดน copy อยู่แล้วถ้าหากว่า product คุณเจ๋ง ! เรื่องนี้โดนตีความออกเป็นสองส่วนที่ทำให้คน C&D ( Copy and Develop) ตามคุณได้ไม่ทันก็คือ Know-how ในการผลิต (ถ้าหากว่ามันมี trick นิดหน่อยก็จะเป็นเรือ่งดี ไม่ใช่ทุกคนก็ทำได้หมด ) แต่ถ้าหากว่ามันง่ายจัดๆก็ไม่ต้องอ่อนระทวยไป ยังมีอีกเรื่องก็คือ การ present สินค้าถ้าหากว่าคุณ present ได้ดูดีตรงใจ คุณก็จะได้กินตลาดไปก่อนอยู่ดีน่ะหละ

12. imaginative -> creative -> innovative อย่ากลัวที่จะคิดเพราะว่ามีคนบอกว่าก็คนอื่นเค้าไม่ได้ทำกันแบบนี้ ! มันจะทำให้ imagine ของคุณย่อยสลายไปได้ ทุกอย่างเริ่มจากจินตนาการอันเพ้อฝันก่อนทั้งนั้นน่ะครับไม่ว่าสินค้าหรือบริการอะไรที่เราสำเหนียกรู้ได้ผ่านผัสสะทั้งห้าของเราตอนนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว คุณต้องเก็บความเป็นเด็กเอาไว้ในตัวเพื่อสร้าง จินตนาการ เพื่อต่อยอดออกเป็้นความคิดสร้างสรรค์ แล้วก็ออกแรงทำสินค้าออกมาได้จริงเป็น นวัฒกรรมต่อไปครับ

... ประเด็นมากมายที่อาจจะยัง reflect ออกมาตอนนี้ไม่ออกเพราะว่า note ที่ผมจดเอาไว้ไม่ได้อยู่กับผมตอนนี้น่ะครับ ยังไงถ้าหากว่าได้อ่าน note แล้วผมจะเอามาตีประเด็นต่ออีกเป็นภาคสองน่ะครับ ^_^ ..

Friday, January 15, 2010

สิ่งพึงระวังในการคิดถึงปัญหาและการแก้ปัญหา

ตอนที่เราทำงานใดๆหรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิต คนเรามักจะเจอปัญหา หรือ สิ่งใดที่เราคิดว่ามันเป็นปัญหา หรือ อุปสรรค ต้องบอกเอาไว้ก่อนเลยว่ามันเป็นเรื่องปกติที่จำเป็นต้องเจอ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ผมชอบเรียกสิ่งนี้ว่าการกรุยทาง (ถ้าหากว่ามันเป็นการทำอะไรก็ตามที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วมีเป้าหมายใดๆอยู่ด้านหน้า ) คุณอาจจะไปไม่ถึงเป้าหมายแล้วตกหลุมกับดักระหว่างทาง แม้กระทั่งเจอกับก้อนหินหรืออุปสรรคที่อาจจะทำให้คุณหยุดอยู่ตรงนั้นหรือไม่ก็หันไปมองทางอื่นแทนก็ได้ (ซึ่งมันก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีก็ได้ผมไม่ได้บอกว่าการมองไปที่อื่นมันไม่ดีนี่หน่า )

แนวคิดหนึ่งที่สำคัญในการจัดการกับปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นนั้น หลักๆแล้วผมเห็นภาพจากการที่ต้องดิวงานกับคนอื่นๆ ออกเป็นได้แค่ไม่กี่ประเด็นเท่านั้น เพื่อให้การมองและแก้ปัญหานั้นกระทำได้อย่างชาญฉลาด จำเป็นต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือว่า จำแนวคิดเหล่านี้ไว้ในหัวอยู่เสมอครับ

- ปัญหานั้นคือปัญหาหรือไม่ : แน่นอนว่าถ้าหากว่าคุณเจอตอเข้าให้ในการเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งที่เป็นเป้าหมายปลายทางนั้น อย่างที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วมันจะทำให้คุณคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นปัญหา แต่ผมต้องบอกเอาไว้ก่อนเลยว่า คุณแน่ใจแล้วเหรอครับ ว่าสิ่งนั้นมันคือปัญหา คุณมองมันไม่เป็นปัญหาอะไรได้หรือไม่ หรือว่าคุณเอาอะไรเป็นหลักฐาน หรือแนวในการคิดว่าสิ่งนั้นมันเป็นปัญหา การที่เราเห็นสิ่งที่เป็นตอทางตัน แล้วคุณจะเริ่มตั้งโจทย์ขึ้นมาในใจทันที พึงระลึกไว้เสมอว่า "คุณตั้งโจทย์ที่ถูกต้องแล้วหรือไม่" เพราะหลายต่อหลายครั้งในการแก้ปัญหา ปรากฏว่า เราทำการทดสอบทดลอง หาวิธีการ ออกแรงคิดไปต่างๆนานามากมายก็พบภายหลังว่า "โจทย์ผิด" ทำให้เราเสียแรงและพลังงานไปกับการแก้ปัญหาที่ผิดโจทย์ ซึ่งมันน่าเศร้ามากกว่าการที่คุณไม่ได้ทำอะไรเสียด้วยซ้ำ นอนเฉยๆจะดีกว่า ยิ่งถ้าหากว่าคุณเป็นระดับที่กำหนดให้คนอื่นทำงานให้คุณได้ด้วยแล้วล่ะก็ คุณน่ะหละต้องยิ่งคิดเข้าไปใหญ่ว่า โจทย์ที่คุณกำลังจะใช้คน แรงงาน ความคิดไม่ใช่แค่ของตัวคุณเอง แต่เป็นคนอื่นๆที่ต้องรับเรืองต่อไปจากคุณต้องมาออกแรงด้วยเช่นกัน ถ้าหากว่ามันผิดโจทย์แปลว่า มันผิดพลาดเป็นทวีคุณ หลายเท่าพันทวี ผิดอย่างไม่น่าให้อภัยได้ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าหากว่าคุณเป็นผู้ว่าจ้าง (จ่ายเงินเพื่อให้คนอื่นๆทำอะไรก็สุดแล้วแต่) แล้วคุณตั้งโจทย์ที่คุณคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นปัญหาที่จะต้องทลายมันไป แล้วคุณตั้งผิดโจทย์ ก็แปลได้ง่ายกว่านั้นอีกก็คือ คุณเอาเงินไปเผาเล่น แล้วทุกคนก็เหมือนกับมีอะไรทำ ทั้งๆที่ไม่ได้ผลอะไรออกมาทั้งนั้น เหมือนว่าจะแก้ปัญหา แต่ว่าปัญหานั้นไม่ได้ปัญหาตั้งแต่แรกแล้ว project ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งต้องคิดมากเรื่องนี้ครับ  คุณอาจจะสงสัยว่าแล้ว ปัญหานั้นมันเป็นปัญหาจริงเหรอป่าว จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ ? วิธีการก็คือ คุณจะต้องเริ่มทำตัวเป็นนักสืบ เสาะหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ได้มากที่สุด จากความสามารถที่คุณมีอยู่ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็คิดวนซ้ำไปมา แล้วถามตัวเองว่ามันใช่จริงเหรอ เท่านั้นก็อาจจะเพียงพอแล้วใน case ที่ไม่ได้มีความยุ่งยากมากนัก คุณจำเป็นต้องแยกแยะสมมุติฐานที่มีอยู่ในหัวคุณให้เป็น แนวคิดนี้ เป็นแนวคิดที่พระพุทธเจ้าก็บอกเอาไว้เหมือนกันว่า อย่าไปเชื่ออะไร จนกว่าจะได้พิสูจน์ครับ ไม่เช่น แม้กระทั่งพ่อแม่ ครูอาจารย์และตำรา ที่เค้าเขียนมา (และไม่เชื่ออื่นๆอีกหลายอย่างผมจำไม่ได้แต่ว่าครอบคลุมมากๆ กาลามสูตร ครับอันนี้) เรื่องนี้ผมเคยเล่าเรื่องง่ายให้ฟังเรื่องการตั้งโจทย์ผิดเช่น ผมใส่เข็มขัดแล้วมันไม่มีรูให้ผลเอาหัวมันสอด lock ได้เพราะว่าซื้อมาไม่ได้ไปให้ร้านเค้าเจาะรูเพิ่ม โจทย์ที่คิดออกมาแบบไม่คิดมาก คือ "ทำยังไงให้มันมีรูเพิ่ม" นั่นน่ะซิผมไม่เคยคิดหรอกว่า โจทย์ผิด ทำให้ผลไปหาอุปกรณ์ต่างๆนานาๆมาเพื่อจะไปเจาะรูมัน (คิดว่าหาง่ายเหรอป่าวอ่ะครับ) หรือว่าคิดว่าจะขับรถไปติดต่อกับห้างร้านเพื่อให้เค้าเจาะรูเพิ่ม อืม .. มานั่งคิดอีกที อ้าวโจทย์ผิดจริงๆด้วย เพราะว่าสิ่งที่ผมต้องการคือ ทำยังไงให้ใส่เข็มขัดได้ต่างหาก อืมก็คิด ถ้าหากว่าเราย้ายรูที่มีมาอยู่ในตำแหน่งที่เราใช้ได้ก็จบเหมือนกัน อืม .. งั้นก็ตัดสายเอาก็ได้นี่หน่า ไม่เป็นไรนิเราก็ใส่อยู่คนเดียวไม่ได้ให้คนอื่นใส่สักกะหน่อยไม่ต้องให้เข็มขัดมัน free size ซะขนาดนั้นนี่เนาะ ผมก็เอากรรไกรมา แล้วก็ตัดปลายสาย(ด้านต้นสายน่าจะเรียกถูกกว่าน่ะครับ) ก็ ... จบ problem solved ! เท่านี้เอง ผมยกตัวอย่างเล็กๆให้ฟังเพราะว่ามันอ่านง่าย get ง่ายน่ะครับแต่วาถ้าหากว่าเป็นปัญหาระดับใหญ่ขึ้นคุณก็จะรู้ได้เลยว่า มันจะเดือดร้อนแค่ไหนถ้าหากว่าคุณตั้งโจทย์ผิด!

- มันมีวิธีการแก้แบบที่ง่ายกว่านี้เหรอป่าว : เมื่อคุณคิดว่าปัญหาที่เจอมันใช่แล้วด้วยการคิดวนซ้ำไปๆมาๆหรือว่าหาหลักฐานสั้นๆก่อนว่ามันใช่ปัญหาจริง หรือใช่ปัญหาอย่างแน่นอน แนวคิดที่คุณต้องคิดต่อคือ คุณจะเริ่มหาทางออก แต่อย่างไรก็ดี การหาทางออกคุณจะได้ความคิดวูบแรกออกมาเป็นประจำ รวมทั้งถ้าหากว่าคุณคุยกับคนในทีม หรือ คนอื่นๆที่เกี่ยวข้องก็เค้าก็จะมีวิธีการแก้ไขให้ได้เช่นเดียวกัน แต่จำไว้เลยว่า ความคิดเหล่านั้นไม่ได้แปลว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ชาญฉลาดที่สุด ผมอยากนิยามว่า ฉลาด คืออะไรสักหน่อยน่ะครับ คือ การแก้แบบฉลาดแปลว่า คุณจะใช้แรง กำลัง ความคิด เงิน เวลา ทรัพยากรใดๆที่คุณมีอยู่น้อยที่สุด เพื่อให้ปมปัญหานั้นคลายตัวออกไป ถ้าคุณแค่ดีดนิ้วแล้วปัญหามันหายไปเลย แน่นอนว่าดีกว่าเป็นไหนๆถูกเหรอป่าวล่ะครับ นั้นน่ะหละครับเป็นประเด็นที่ว่า "คุณต้องคิดหาวิธีการที่ง่ายเอาไว้ก่อน" ผมไม่ได้คิดว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบลวกๆน่ะครับ มันเป็นการแก้ปัญหาแบบฉลาดตะหาก เพราะถ้าหากว่ามันตอบโจทย์ได้เหมือนกัน ทำไมต้องทำให้มันยากด้วยเล่า เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อคุณคิดว่านี่เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาแล้วล่ะก็ คิดย้ำซ้ำไปอีกทีว่า "มีวีธีที่ฉลาด(คือง่ายกินทรัพยากรน้อย)กว่านี้หรือไม่เท่าที่คุณและที่ปรึกษาหรือทีมงานของคุณจะคิดออก" เรื่องการแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่ง่ายกว่านี้ ผมเจอกับตัวเองมาเยอะครั้งมากแล้ว สมมุติว่ากลับมาตัวอย่างเข็มขัดกันดีกว่า เพราะว่าง่ายดี ที่เข็มขัดจะมีห่วงอยู่ แล้วเวลาใส่เข็มขัดจำเป็นต้องให้ปลายสายมันอยู่ lock ในห่วงเข็มขัด ปลายมันจะได้ไม่ยื่นออกมามากนัก แปลว่า ห่วงต้องอยู่ที่เอวหรือค่อนไปทางซ้าย ก็แปลว่าห่วงต้องลอดหูกางเกงไปให้ได้ (แอบมีการตั้งโจทย์ผิด) วิธีการแก้ปัญหาที่จะคิดออกทันทีคือ คุณก็พยายามดันห่วงเข็มขัดลอดหูกางเกง ซึ่งกระทำได้ยากบ้างง่ายบ้างแล้วแต่กางเกงที่ใส่น่ะครับ ผมก็ละเมอคิดไปไกลว่า เอ้ย ทำไมกางเกงมันไม่ออกแบบมาให้หูมันกว้างกว่านี้ ทำไมไม่คิดถึงตอนสอดห่วงเข็มขัดกันล่ะเนี่ยะ แต่ว่าแน่นอนว่าการแก้ปัญหาแบบนี้กระทำเป็นประจำทุกเช้า จนต้องมานั่งคิดว่า "การแก้ปัญหาเรื่องนี้ มันมีวิธีการแก้ที่ง่ายกว่านี้เหรอป่าว?" ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วถ้าหากว่าคุณคิดเพิ่มมัน "มี" ครับ จริงๆแล้วขอแค่คุณถามตัวเองเท่านั้นเองว่า วิธีง่ายเนี่ยะมันมีเหรอป่าว มีเหรอป่าวๆๆ .. แล้วคิดๆมันน่ะครับ มันจะหาเจอครับผม และแล้วก็คิดออกจนได้ วิธีการก็แค่ว่า ก่อนใส่เข็มขัด ก็ถอดเอาห่วงเข็มขัดออกมาแล้วก็แนบไว้กำกางเกงตำแหน่งที่จะให้มันอยู่ไม่ต้องเอาไปลอดหูกางเกงหรอก แล้วก็เอาเข็มขัดสอดเข้าหูกางเกงแล้วก็ผ่านเข้าห่วงก็เสร็จแล้ว เท่านี้เอง .. กลับมาภาพขยาย scale ความเดือดร้อน ถ้าหากว่าคุณเจอปัญหา แล้วแน่ใจว่ามันเป็นปัญหา แล้วคุณคิดวิธีการแก้ปัญหาออก อย่าเพิ่งดีน่ะครับว่า มันเจ๋งแล้วครับ เพราะถ้าหากว่าคุณรู้สึกว่ามันยังยากอยู่ขอให้เริ่มทันทีเลยน่ะครับ ว่ามันมีวิธีการที่ง่ายกว่านั้นหรือไม่ (แน่นอนว่ามันต้องมีแค่ว่ามันจะคิดออกหรือไม่เท่านั้นเอง) ประเด็นคือ คุณต้องจำไว้ว่า ต้องถามตัวเองประโยคนี้เท่านั้นเองครับ ไม่งั้นคุณอาจจะพลาดเสียพลังงานไปเยอะแยะมากมายโดยแก้ปัญหาได้เหมือนกันเมื่อเทียบกับวิธีการที่ฉลาดกว่ายังไงล่ะครับ (โง่ก่อนฉลาดทีหลังออกแนวประมาณนั้นครับ)


- สิ่งทื่คิดอยู่นั้นมันมีสมมุติฐานใดๆซ่อนอยู่หรือไม่ : ระหว่างทางในการคิดว่ามันเป็นปัญหาหรือไม่ รวมทั้งการคิดหาแนวทางแก้ปัญหา ประสบการณ์ของคุณโดนดูดมาเพิ่มประมูลผลในหัว (เหมือนกับ CPU computer ที่มันกระพริบๆที่คอมคุณน่ะหละ) สิ่งที่พึงระวังอย่างที่สุด ! คือ

1.สิ่งที่คุณเชื่อจนคุณคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นจริง
2. Bias จากอารมณ์ (จริงๆแล้วมันจะมีเยอะแยะแยกได้หลายอย่างแต่หลักๆที่กระทบคือ Bias จากอารมณ์ครับ ความคิดไม่นิ่ง มีจริตคิดว่าคุณนู้นดี ความคิดนั้นไม่ดี คนอื่นโง่กว่า ตัวเองฉลาดสุดๆ (ถ้าหากว่าคุณตอบคำถามรายการ mega clever ฉลาดสุดๆถูกทุกข้อคุณค่อยคิดว่าตัวเองฉลาดสุดแล้วกันนะครับ) หงุดหงิดหรือแม้กระทั่งง่วงนอน)
3. ควาทรงจำที่ผิดพลาดจนคุณเหมาเอาว่าเป็นประสบการณ์จริง (เป็นการบิดเบี้ยวจากควาทรงจำ)
4. สิ่งที่คุณไม่เชื่อ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่คุณก็ไม่เชื่อมันจริงๆอยู่ดี

จากข้อ 1 - 4 ที่กล่าวมานี้ คุณจะเห็นได้ว่าคุณแทบไม่รู้ตัวเลยว่าอะไรจริงอะไรเท็จ อะไรเป็นสมมุติฐาน แล้วอะไรเป็นความจริงที่ได้พิสูจน์แล้ว ถ้าหากว่าใครรู้จักผมจริงๆ แล้วมีคนมาถามเรื่องนู้นเรื่องนี้กับผม แล้วผมไม่รู้ผมจะบอกว่าไม่รู้ต้องหาข้อมูลก่อน หรือบอกว่าไม่แน่ใจ เพราะว่าผมรู้ว่าถ้าหากว่าผมพูดมั่วมากเกินไป หรือว่าพูดบอกไปเลยจะทำให้การวิเคราะห์โดย CPU คนอื่นผิดพลาดได้เนื่องจากแหล่งข้อมูลโดยบิดเบียน ซึ่งผมก็โดนเป็นประจำ มันแย่กว่าการคิดโจทย์ผิดซะอีก คุณคิดถูกจากการได้ข้อมูลที่ผิดพลาดมันน่าเจ็บจี้ดเหรอป่าวล่ะครับนั่น

ความสามารถในการแยกแยะความจริง สมมุติฐาน unknown และความเชื่อออกจากกันได้อย่างสมบูรณ์เป็นทักษะที่ต้องฝึกไม่มีใครบอกคุณได้หรอกว่าคุณจะต้องแยกมันยังไง เพราะผมก็ไม่รู้หรอกว่าคุณผ่านอะไรมาบ้าง อยากจะให้ระลึกไว้เสมอว่า สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลของ CPU ในหัวใบเล็กๆของคุณ แล้วคุณจะแก้ปัญหาของโจทย์ที่ถูกต้องอย่างชาญฉลาดครับผม ฝึกฝนกันต่อไป ...

[ เนื้อความนี้สามารถ copy เผยแพร่หลายราญได้อย่างไม่จำกัด เอาไปปะไว้ได้ทุกที่ทุกเว็ปครับไม่ต้องให้ credit ใดๆ ไม่ใส่ใจแค่อยากให้ระวังกันให้มากเป็นดีครับผม ^_^ จาก คนเขียน blog : http://rackmangerpro.com และ http://rackmanager.blogspot.com ]

Monday, January 04, 2010

ร้านกาแฟสวีทแม่สลอง : ร้านกาแฟร้านเดียวบนแม่สลอง

ตอนที่เราเดินทางไปที่แม่สลองจะมีร้านกาแฟที่จัดร้านออกมาได้ดูดีอยู่แค่ร้านเดียวเท่าที่เห็น เพราะอาจจะเป็นว่า แถวนี้คนเที่ยวก็ไม่ำได้เยอะแยะอะไร กำลังการซื้อก็ไม่ได้เยอะตามปริมาณคนที่แวะเข้ามาที่แม่สลอง

สภาพร้านถึอว่าใช้ได้เลยทีเดียวเปิดเพลงแนว bossa ฟังขิวๆไปเรื่อยๆ ระหว่างที่กินอาหารเช้าเป็น set ชุดละ 115 บาท (ไม่ได้ถ่ายรูปมาอีกแล้วกินหมดไปก่อนแล้วค่อยนึกออก) มีไข่ดาว แฮม แต่ว่าจัดอาหารออกมาดูดีครับ กินก็โอเคเล้ย ^_^

ป่าป๊าหม่าม้าก็สั่งกาแฟแบบที่เค้าชอบกันน่ะครับ แต่ว่าผมเป็นคนไม่กินกาแฟก็ไม่ได้สั่งอะไรกินเอาแค่ Notebook ออกมาจากกระเป๋าแล้วก็เล่น Net พิมพ์ review ร้านเค้าสักหน่อย แลกกับการลด 20% สำหรับการกินมื้อนี้ครับ (ปกติผมว่าเค้าก็ไม่ได้ลดหรอก แต่ว่าป่าป๊าเค้าเป็นเพื่อนกับพ่อเจ้าของร้านอีกที ผมก็เลยบอกว่าจะพิมพ์ blog content เอาไว้ให้ด้วยน่ะครับ)

ที่ร้านจะมีขนมให้เลือกซื้อกินพร้อมกับดูดกาแฟไปด้วย มองวิวสวยๆออกไปนอกร้านเป็นฝากภูเขาวิวสวยๆได้อารมณ์ชิวดีแท้ .. ~_~

Friday, January 01, 2010

ข้อสังเกตจาก Japan trip ครั้งล่าสุด

ไปญี่ปุ่นมาได้สักพักยังไม่ได้พิมพ์อะไรเก็บไว้ที่ blog เลยเอาอย่างงี้แล้วกัน สำหรับ entry นี้เอาแบบสรุปๆคร่าวๆว่าที่ผมไปญี่ปุ่นเนี่ยะได้เห็นได้รู้ ได้คิดอะไรแปลกๆกลับมาเหรอป่าว เหมือนเดิมครับ ทุกอย่างผ่านจากตากรองผ่านสมอง แล้วก็ข้อมูลที่มีจากประสบการณ์เท่านั้นอาจจะอ้างอิงไม่ได้ครับ เฮอะๆ ..

จุดสังเกตต่างๆจากการไปเที่ยวญี่ปุ่นมาแบบไปเองเดินเอง ถ้าหากว่าคิดเป็นข้อๆก็น่าจะทำได้ไม่ยาก เอาล่ะครับผมเล่าเป็นประเด็นๆเลยแล้วกัน
- เราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้โดยรถไฟทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด การเดินทางครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นในตัวเมืองเองก็จะเกาะรถไฟใต้ดินบนดินและ รถไฟแบบ local ซึ่งจะโดนแบ่งสัมปทานออกเป็นบริษัทยิบย่อยครับ แต่ว่าหลักๆจะเป็น JR (Japan railway) ที่มักจะฉลาดกว่าคนอื่นโดยการออกแบบเส้นทางของรางเป็นแบบวงแหวน เหมือนกับวงแหวนรอบนอกของบ้านเราเนี่ยะล่ะครับแล้วก็เสนอราคาตั๋วที่ไม่แพงกว่าจ้าวอื่นๆ แต่ถ้าหากว่าเดินทางไปๆมาๆเยอะๆยิบๆย่อยๆนี่แบบมากกว่า 3 คนก็อาจจะเริ่มคิดว่าจะนั่ง TAXI ได้หรือไม่ด้วยน่ะครับ เพราะว่ามันก็อาจจะราคาพอๆกันแล้วก็ได้

- นายตั๋วพูดญี่ปุ่นได้แล้วก็ยังพูดอังกฤษได้อีกตะหาก เดี๋ยวนี้ประเทศเค้าพัฒนาแล้ว (พูดเหมือนกะว่าตัวเองพัฒนานักแหละ) นายตั๋วจะบอกทางให้กับเราได้ไม่ยากเลยครับ เพราะว่าชุดศัพท์ที่เค้าใช้งานจะมีเฉพาะหรือว่าค่อนข้างแคบ ไม่รู้ว่าเค้าโดน Train มาหรือเปล่าแต่ว่าถามอะไรก็ตอบได้อย่างที่ต้องการน่ะครับ เช่น บอกว่าอยากไปที่นั่นจะไปยังไง หรือว่าจะต่อรถไฟอะไรสายไหน ต้องเดินไปด้วยวิธีการใด ได้หมดเรียกว่าสบายเลยครับ

- iPhone app เพื่อการแปลภาษาอังกฤษเป็นญี่ปุ่นจะไม่ได้ใช้งานเลย ตอนแรกคิดว่าจะไปใช้สำหรับการสั่งอาหารแต่ว่าผลก็คือ อาหารทุกอย่างแสดงออกมาด้วยภาพทั้งหมดครับ เกือบทุกร้านก็ว่าได้ ทำให้การสั่งอาหารไม่ได้เป็นปัญหาแม้แต่อย่างใด โอ้วสบายอีกแล้วครับอยากกินอะไรก็ชี้ๆเหมือนกับเล่นจ้ำจี้เท่านั้นเองครับ

- ราคาอาหารมื้อนึงโดยเฉลี่ยแบบกินปกติจะอยู่ที่ราคา 600 - 700 เยน สำหรับร้านค้าทั่วๆไปที่เห็นตาม food court หรือว่าตามห้าง หรือว่าข้างถนนน่ะครับ โดยจะประเมินเกรดร้านได้ออกเป็น เกรดต่ำสุดๆ เกรดต่ำโอเค เกรดปกติแล้วก็เกรดใช้ได้ครับ เกรดต่ำสุดๆนี่ผมไม่ๆได้กินครับเพราะว่าเป็นร้านประเภทยืนกินเท่านั้น ่อยากลองแต่ว่าไม่ได้ลองครับเพราะว่าน้องๆที่ไปด้วยกันไม่ได้อยากเข้าไปกินด้วยกัน หรือว่าเค้ามองข้ามประสบการณ์การยืนกินแบบญี่ปุ่นไป ร้านแบบนี้คนที่กินจะต้องรีบจริงๆหรือว่า ไม่ก็เป็นพวกที่ต้องการประหยัดสุดๆ ครับเพราะว่าอาหารราคาประมาณ 250++ เยนครับ แล้วก็ grade ถัดไปจะเป็นพวกข้าวหน้าเนื้อน่ะครับร้านพวกนี้ไม่ได้ขายแต่ข้าวหน้าเนื้อหรอกครับ แต่ว่าราคาก็ก้าวกระโดดไปที่ค่าเฉลี่ยเลยครับถ้าหากว่ากินแบบ size ปกติครับ พวกนี้จะเน้นกินเพื่อพลังงานเพราะเค้าจะมีบอกพลังงานทุกอย่าง ทุกที่เลยครับ แต่ว่าพวกน้องๆผมเนี่ยะเค้าก็ไม่ได้สนใจหรอกว่าจะอยากกินเพราะพลังงานอะไร แค่คิดแค่ว่ามันน่ากินก็พอแล้วล่ะครับ  ... (ก็จริงจะเอาพลังงานไปเพื่ออะไรกัน) แต่สำหรับผมเองแล้วมานั่งคิดต่อเหมือนกันว่าถ้าหากว่าเอาพลังงานหน่วยเป็น cal เข้าไปใส่ไว้แล้วจะทำให้มีผลต่อการเลือกเมนูอาหารที่จะกินหรือไม่ครับ เพราะบางคนอาจจะคิดได้ว่าถ้าหากว่าจ่ายแพงกว่าก็น่าจะได้พลังงานมากกว่า แต่ว่าถ้าหากว่าาพวกที่รู้โภชนาการหน่อยก็จะคิดว่าพวกที่พลังงานเยอะกว่าก็ได้มาจากพลังงานอันเนื่องมาจาก fat ซะมากน่ะครับ ซึ่งก็อาจจะจริงครับ แต่ก็อีกบอกไม่ได้หรอกครับว่าอะไรเป็นอะไรเพราะเค้าไม่ได้บอกเหมือนกับพวกข้างกล่องนมขนาดนั้นน่ะครับ ต่อไปเป็นเกรดที่ดีกว่านั้นอันได้แก่ราเมน และอาหารประเภททอดๆครับ พวกนี้เราจะได้กินเยอะอยู่เหมอืนกับครับ เพราะว่าร้านพวกนี้จะมีเยอะกระจายตัวมากทีสุดเดินไปไหนหันไปหันมาถ้าหากว่าเกิดหิวหาของกินเมือ่ไหร่แล้วก็จะได้กินครับ แล้วก็เกรดที่สูงกว่านั้นก็ได้แก่ อาหารเลื่องชื่อ อาหารในตำนาน และพวกอาหารภัตตาคารหรู เช่นครั้งนี้ผมโดนค่าหมูดำทอดต่อชุดไปที่ 2400 บาทครับ เนี่ยะล่ะอาหารเลื่องชื่อเค้าก็ฟันยังไงล่ะครับ ><

- Hostel ต่างจาก Hotel แบบ optimized มาแล้ว แปลว่า เราสามารถตำรงชีวิตอยู่ได้เหมอืนกับอยู่โรงแรมน่ะหละครับ แค่ว่าทุกอย่างถูกคิดให้ประหยัดลงไปมาก ในทุกๆเรื่องน่ะครับ เช่น
    พื้นที่ อาจจะเป็นเตียงสองชั้น หรือการนอนอาจจะเป็นนอนห้องรวมๆกันเหมือนกับดอมหอพักรวมครับ
    พื้นที่ส่วนกลางอะไรอยู่กลางได้ก็อยู่เป็นส่วนกลางทั้งหมดครับ เช่นห้องน้ำ หรือว่าพวกพื้นที่โล่ง ทีวี และ computer
    อะไรเก็บเงินเพิ่มได้อีกหน่อยก็จะต้องเก็บเพิ่ม เช่นไม่มีผ้าเช็ดตัวให้เป็นพื้นฐานแต่อย่างใด แต่ว่าถ้าหากว่าอยากได้ก็ต้องจ่ายเพิ่ม
    อะไรไม่มีได้ก็ไม่มี เช่น พนักงานที่อยู่ตอนกลางคืนไม่มีน่ะครับ เค้ากลับบ้านกลับช่องกันหมด หรือว่าสบู่นี่ก็ไม่มีน่ะครับ ซื้อกันเองใช้กันเองครับ
    ลด cost อื่นๆ เช่น จะไม่มีการรับcredit card หรือว่าจะไม่ต้องจ้างคนมาทำความสะอาด ถ้าอยากจะนอนฟรีๆก็ทำได้น่ะครับโดยรับอาสาทำความสะอาดห้องน้ำให้ทั้งหมดเป็นต้น     มีการรักษาความปลอดภัยโดยอาศัยรหัส lock ประตูแทนการจ้างคนมาดูและหรือว่าติดตั้งระบบวงจรปิด
    อะไรลดขั้นตอนได้ก็ลด เช่น ผ้าปูที่นอนไม่ต้องปูครับให้คนพักปูเองเพราะว่ามันเป็นโหลดงานคนจริงๆน่ะครับถ้าหากว่าต้องไปปูเรื่อยๆ รวมทั้งการใส่ปอกหมอนครับ นอกจากนี้พวกเครื่องนอนพวกนี้เมื่อเราจะทำการ checkout เราก็ต้องเอาออกไปใส่ตะกร้าให้เค้าด้วยน่ะครับ หน้าที่ของเค้าก็คือ แค่เอาผ้าใหม่ไปวาง แล้วก็เอาผ้าเก่าส่งซัก outsource (มั้ย อันนี้ไม่รู้)
    ข้อมูลที่ซ้ำซาก คนก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะว่าทำเป็นเอกสารแจกแล้ว อยากรู้อะไรก็หยิบๆแล้วกันดูเอาเอง

แนวคิดของ Hostel นี้จะเหมือนหรือคิดค่อนข้างแนวเดียวกับอุตสาหกรรมครับแต่ว่าเข้าใจว่าหลักก็เพื่อต้องการลด cost สำหรับการบริหารเสียมากกว่าครับ เพราะว่า คนต้องน้อย ได้ตังค์เท่าเดิมแล้วก็เหมือนกับเป็นการบริหารสินทรัพย์เพื่อให้เกิดรายได้เท่านั้นค่าบริหารต่อเดือนอยากจะให้มันน้อยๆเข้าไว้ครับ

- สาวๆหน้าตาดีเหมือนกับสาวๆที่อยู่ในนิตยสารยังไงอย่างงั้น ผมเข้าใจว่า สาวๆพวกนี้สวยด้วยแต่งโดยแท้ครับ ไม่ได้ว่าคนประเทศเค้าไม่สวยน่ะครับ พวกนี้เค้าก็น่ารักดีอยู่แล้วเข้าทางผมน่ะครับ (><) แต่ว่าอยากจะบอกก็คือ คนเมืองจะแต่งหน้าเหมือนกับนิตยสารมาก แล้วก็ทำตัวเหมือนกับนางแบบเหล่านั้น หรืออาจจะมองในทางตรงกันข้ามได้ก็คือ นางแบบเหล่านั้นเอาคนปกติมาถ่ายแบบ เพื่อกำหนด life style ให้กับคนอื่นๆที่เหลือ เหมือนบอกทุกคนว่า เราต้องทำแบบนี้นะ แต่งหน้าแบบนี้นะ แล้วก็แต่งตัวแบบนี้นะ อืม .. นี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมญี่ปุ่นถึงได้เป็นเมืองทื่พัฒนาแล้ว เพราะมีคนหน้าตาดีอยู่เยอะ ทำให้มองไปทางไหนก็สิวิไลอยู่ก็ได้น่ะครับ

- สาวๆหน้าตาดีมากนี้จะมีผมทอง เหมือนฝรั่ง แทนที่จะมีผมดำไม่รู้คิดยังไงต้องทองๆมันถึงจะสวยเข้าใจว่าเป็น fashion (แล้วผมเองก็มองว่ามันดูดีอีกและ) แต่มันไม่ทำให้ผมเสียกันทั่วบ้านทั่วเมืองเหรอครับนั่น

- ร้านขายยาของเยอะสุดๆ อาจจะเป็นเพราะว่าสาวๆต้องหน้าตาดี จำเป็นต้องใช้สินค้าเชิงแต่งหน้าและประทินผิวเยอะ แล้วก็ทำให้สินค้าเหล่านี้มีรูปแบบเยอะมาก ซึ่งมันก็จะกองๆกันที่ร้านขายยา ทำให้ร้านประเภทนี้ดึงดูดน้องสาวผมอย่างแรงไม่ว่าจะเดินไปไหน ร้านก็จะออกแนวเดียวกันแต่ก็ทั้งหมดก็ดึงดูดให้คนเข้าไปได้ไม่ยากทั้งหมดครับ

- ที่ญี่ปุ่นมีสินค้าให้เลือกเยอะเหลือคณา จากข้อตะกี้นี้จะเห็นได้ว่ามันเป็นแค่สินค้าประเภทประทินโฉมที่มันดูเหมือนเยอะแต่ว่าไม่ใช่เลยครับ สินค้ามันเยอะแบบให้เลือกในทุกๆ section ผลิตภัณฑ์ครับ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า ร้านอาหาร ของเล่น ยาสระผม ผมว่าถ้าหากว่าเทียบกับประเทศไทยเราแล้ว มันเยอะประมาณสัก 3=5 เท่าเห็นจะได้น่ะครับ ทำไมต้องเยอะแบบนี้ก็ไม่รู้ ตัวเลือกเยอะงง

- การแต่งกายจะถูกแบ่งออกเป็นสองค่ายเท่านั้นคือฝ่ายธรรมะ และอธรรม คือไม่แต่งเป็นนางฟ้าก็จะแต่งเป็นเด็กนักเรียนเกเรียน ก็มีเท่านี้เอง ก็ต้องเลือกเอาว่าตัวเองเหมาะกับแบบไหนแล้วก็แต่งตัวแบบนั้นครับ สำหรับผู้ชายแล้วทรงผมจะเหมือนๆกันหมด(วัยรุ่นนะครับ)คือทรงเดียวกับในการ์ตูน อยากได้บุคคลิกแบบไหนก็ทำตามตัวการ์ตูนญี่ปุ่นเอาก็แล้วกัน ว่าง่ายๆ

- ญี่ปุ่นคิดว่าสัตว์สี่ประเภทนี้น่ารัก ได้แก่ หมี ลิง กระต่าย แล้วก็ แมว (หรือหมาเนี่ยะล่ะ) ซึ่งผมก็ว่ามันก็น่ารักดีน่ะครับเพราะว่าผมยังชอบหมีเล้ย.. >< อิอิ ที่แน่ๆมันจะไม่มีหมู ควาย ปิศาจ หนอน เหมือนกับที่เราเจอๆทีเมืองไทยอ่ะครับ ที่เราคิดว่ามันน่ารักน่ะครับ

- เมื่อคุณใส่หมวกหมี จะมีคนเด็กนักเรียนตะโกนว่า คาวาอี้.... จากฝากถนนฝั่งนู้น

- คำว่า คาวาอี้ เป็นคำที่ได้ยินเข้าหูผมเป็นประจำบ่อยมาก ไมว่าจะเป็น ตุ้กตา ของเล่น เสื้อผ้า รวมทั้งปากกาด้วย (ได้ยินที่ร้านเครื่องเขียน)

- การเดินมากๆทำให้เมื่อยได้จริง

- ห้ามคุยโทรศัพท์บนรถไฟ เพราะว่าเค้ากลัวว่าจะรบกวนคนอื่นเค้า หรือไม่ก็รบกวนเครื่องกระตุ้นหัวใจของคนแก่น่ะครับ

- ที่ญี่ปุ่นจะใช้ 3G มาดูทีวีกันบนรถไฟหรือไม่ก็ sms ส่งหากันครับ เพราะว่าค่าโทรน่าจะแพงมาก ไม่ค่อยเห็นคนคุยโทรศัพท์กันเลย

- Game center หรือ entertainment center สามารถดูดเงินคนญี่ปุ่นกันเองได้ทุกกลุ่มตลาด เค้าจะมีโครงสร้างต่อไปนี้ครับ
    ชั้นล่างสุด จะมีที่ให้หนีบตุ้กตาน่ารักๆ (ผมก็โดนหลอกไปหนีบอยู๋เหมือนกันน่ะครับ เฮอะๆ ก็ตุ้กตามันน่ารักนี่หน่า) หรือว่าจริงแล้วเอาไว้ดูดเงินหนุ่มๆหรือคุณพ่อที่เดินผ่านหน้าร้านแล้วสาวๆอยากจะได้ตุ้กตาขึ้นมา หนุ่มๆก็ต้อง show man หยอดเอาตุ้กตาเอ๋อๆน่ารักๆเหล่านั้นออกมาให้ได้ แต่ว่าถ้าหากว่าเราหยอดเยอะๆแล้วไม่ได้สักที จะมีพนักงานมาคุยด้วยด้วยความสังเวท เหมือนกับว่าจะอยากช่วยเปิดตู้ออกมาปรับให้ดูเหมือนง่ายขึ้นแต่ว่ามันก็ยากเท่าเดิมน่ะหละ แล้วก็บอกให้หยอดไปเรื่อยๆ แต่บางคนก็ใจดีจริงๆน่ะครับ คือ เห็นหยอดเยอะแล้วก็อยากจะให้ได้น่ะครับก็ปรับให้เป็นตำแหน่งที่ง่ายมากๆ ครับ แล้วก็หยิบได้ครับผม
    ชั้นสอง เล่นเกมส์กัน พวกตู้เกมส์ปกติ
    ชั้นสาม จะมีพวกเกมส์ที่ต้องหยอดเงินแล้วมันดันๆเหรียญออกมาอธิบายยากน่ะครับ เค้าให้ถ่ายรูปด้วยซิ
    ชั้นสี่ ตู้ม้า ไพ่นกกระจอก slot machine แบบที่กดหยุดเองได้

- Game หนีบตุ้กตา มันไม่ได้แค่มีหนีบขึ้นน่ะครับ มันเยอะแบบหลากลีลามากๆ เช่นให้เกี่ยวห่วง ให้ตัดเชือก ให้คุ้นให้หล่น  แล้วมันก็ไม่ได้มีแค่ตุ้กตาด้วยซิมันมีทั้งขนมกล่อง model หุ่นยนต์ ผ้าห่ม limited edition (จำไมได้ว่ามีตุ้กตายางเหรอป่าวนะ ไม่มีมั้ง)

- คนญี่ปุ่นมีวินัยมากอย่างน่าประหลาดใจเมื่อเทียบกับคนไทย สังเกตจากว่าเมื่อเราใช้รถไฟใต้ดินของเค้า ตอนที่ขึ้นหรือลงบันได้เลื่อนคนที่จะยืนเฉยๆจะชิดไปด้านหนึ่งแล้วก็พวกที่อยากจะเดินเร็วๆ ไม่รู้จะรีบไปไหนก็จะเดินชิดอีกขอบหนึ่งครับ โดยแต่ละเมืองจะก็ชิดไม่เหมือนกันด้วยโดยถ้าหากว่าเป็นโตเกียวคนที่เดินจะอยู่ซ้าย แต่ว่าถ้าหากว่าเป็นเกียวโตจะอยู่ขวาครับ สลับกัน อาจจะเป็นเพราะว่าชื่อเมืองเรียกกลับกันเหรอป่าวอันนี้ผมก็ไม่แน่ใจครับ เหมือนกับว่ามันเป็นธรรมเนียมที่ไม่ต้องสอนกันเห็นคนอื่นทำก็ต้องทำตามน่ะครับ ที่รุนแรงกว่านั้นก็คือ ตอนที่ผมเดินออกจากใต้ดินเพื่อโผล่ออกมายังผิวโลก จะมีบันไดทางออกนึงที่คนออกเยอะมาก แล้วทุกคนก็เรียงเดี่ยวเดินหน้ากันขึ้นไปโดยไม่เดินหลุดเข้าไปที่บอกว่าเป็นเลนสำหรับคนที่จะเดินสวนมาถีงแม้ว่าจะไม่มีคนเดินลงมาแม้แต่คนเดียวก็ตามที .. อืม .. ตอนนั้นผมคิดว่าถ้าหากว่าเป็นคนไทยอย่างเราๆท่านๆแล้วล่ะก็ไม่พลาดหรอกครับที่จะต้องขยายเลนเดิน(คนเดิน)เพื่อเดินไปให้มันเร็วขึ้นเหมือนกับเป็นช่องทางเพื่อขยายการเดินรถยังไงอย่างงั้นน่ะครับ

- ก่อนเข้างานจะมีการยืนประชุมกัน คุยอะไรบางอย่างที่ผมฟังไม่ออกว่าเค้าคุยอะไรกัน แต่ว่าผมแค่เดินผ่านร้านค้า ทุกจะยืนเข้าหากัน กุมเป้าไว้ ทำตัวนอบน้อม เข้าใจว่าน่าจะเหมือนกับ pep talk คุยเพื่อเรียกพลังกันซะมากกว่าหรือว่าอาจจะสรุปงานว่าวันนี้จะทำอะไร (แล้วมันไม่เหมือนกับเมื่อวานหรือไม่ยังไงเนี่ยะ )

- เด็กญี่ปุ่นพลังงานเยอะมาก แล้วก็ไม่กลัวหนาวกันเลย

- อาชีพเลี้ยงดูแลเด็กอนุบาลดูเหมือนเป็นงานที่มีความสุขดีระดับนึงครับ ^_^ (อาชีพที่ต้องดูแลชินจังน่ะครับ)

- AKB48 เป็นก้วนสาวๆน่ารักๆที่รวมตัวกันเล่นmini concert เต้นๆโดยที่ผู้ชายหนุ่มๆแต่งตัว hiphop แรงๆก็เต้นท่าน่ารักๆเหล่านั้นตามได้ทุกคน (ไม่น่าเชื่อ มันผิดกับภาพที่เห็นอย่างแรงครับ)  การแสดง concert แบบนี้เข้าใจว่าจะมีการจัดเป็นประจำด้วยวันที่แน่นอนเช่นอาจจะเป็นวันจันทร์ พูธ ศุกร์อะไรก็แล้ว แต่ เพราะว่าผมเห็นมีพวกที่ขึ้นกระดานด้วยเหตุผลว่า มาดูเยอะรอบจัดเป็นร้อยๆรอบ ไม่รู้ว่าจะดูซ้ำไปซ้ำมาทำไม แล้วทำไมไม่ซื้อ dvd มาดูไม่เข้าใจ (หรือว่ารักมากต้องแบ่งปันสตางค์ไปใช้ด้วยก็ไม่รู้)

- หมวกหมี rirakkuma น่ารักดีซื้อมา 1 อันกะว่าเอาไว้ใส่หน้าหนาว (แต่ว่าอยู่ กทมมันก็ไม่ได้หนาวอะไร ไปเดินทางเชียงรายก็ลืมเอามาซะอีก ดีมาก)

- ตอนที่ไปยังมีการฉายการ์ตูนโคนันกันอยู่เลยแสดงว่าเราอาจจะได้ดูการ์ตูนค่อนข้างจะ update พอๆกับประเทศญี่ปุ่นก็ได้อันนี้ไม่แน่ใจ

- ร้านเช่าวีดีโอหรือ dvd สำหรับผู้ใหญ่จะอยู่ชั้นบนสุดด้านในมุมเล็กๆแต่ว่าเข้าไปแล้วมันไม่ได้เล็กตามมุม (มันเยอะเหมือนจะล้มทับซะอย่างงั้นเลย)

- คนที่นู้นใช้มือถือที่หน้าตาจะเหมือนๆกันหมดคือเป็นสีหลี่ยมแบนๆแล้วก็บางๆ เป็นแบบพับได้ด้วย แต่ว่าก็คนเห็นใช้ iphone อยู่บ้างแต่ก็ไม่เยอะเหมือนกับเมืองไทยน่ะครับ

- ร้านเสื้อผ้าเค้าจะบังคับให้พนักงานของเค้าใส่เสื้อผ้าของร้านเค้า นอกจากนั้นต้องแต่งหน้าแต่งตาเข้ากับ theme ร้านด้วยครับ

- ผมเห็นคนอ้วนแค่ 2 คนตลอด Trip แต่ก็พอจะคิดออกว่าทำไมคนเค้าไม่ค่อยจะอ้วนเท่าไหร่ เดาเอาว่า พวกญี่ปุ่นนี่เค้าจะเดินเยอะแล้วก็เดินเร็วด้วย

- แล้วก็เพิ่งคิดได้ว่าคนญี่ปุ่นก็ดูดบุหรี่เยอะแต่ว่าก็เป็นประเทศที่มีค่าเฉลี่ยอายุคนมากกว่าประเทศอื่นๆเยอะเช่นเดียวกัน แสดงว่าการดูดบุหรี่ไม่ได้ทำให้คนตายเยอะขึ้นมากอย่างเป็นนัย หรือว่าการกินของเค้าทำให้คนมีอายุยืนมากกว่าการบ่อนทำลายอายุจากการดูดบุหรี่

- ปังคุงยังคงฉายอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่ว่าเป็นรายการแนวคนรักสัตว์

- อีกาที่บ้านเค้าไม่ค่อยจะกลัวคนสักเท่าไหร่ แล้วมันก็ตัวใหญ่มากซะด้วยซิ ก็เหมือนกับนกพิราบบ้านเราน่ะหละ แต่ว่ามันตัวใหญ่แล้วก็น่ากลัวกว่าเท่านั้นเองอ่ะครับ

- การกินซูชิของคนญี่ปุ่นโดยแท้จริงแล้วเค้าจะไม่ได้ใช้ตะเกืยบหรอกครับ เค้าจะเอามือเปิปโดยหยิบมาทั้งก้อนแล้วเอาด้านที่เป็นปลา หรือ อย่างน้อยก็เป็นด้านข้างของก้อนซูชิแตะจุ่มน้ำซี่อิ้วญี่ปุ่น

- ดูเหมือนว่าคนญี่ปุ่นจะรู้ว่าอายิโนะโมะโตะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากประเทศไทยแล้วก้ส่งไปญี่ปุ่นเยอะมากๆซะด้วย

- ขยะทุกที่ทุกทางต้องแยกประเภทขยะครับ แล้วก็ค่อนข้างจะน่าปวดหัวซะด้วยซิเพราะว่าต้องแยกว่ามันย่อยสลายได้หรือไม่เป็นโลหะหรือไม่เป็นแก้วหรือว่าเป้นกระดาษหรือไม่ มีครั้งนึงที่ร้าน ministop (mini mart ) น้องสาวผมทิ้งขยะผิดช่อง พนักงานจะเอามือลงไปหยิบแล้วก็ใส่ให้ถูกช่องทันที ผมไม่รู้หรอกว่าเบื้องหลังที่เค้าทำแบบเพราะว่าอะไร เพราะถ้าหากว่าใส่ไม่ถูกจะถูกปรับหรือ ? หรือว่าเพราะว่ามันเป็นสามัญสำนึกในเรื่องสิ่งแวดล้อมกันแน่

- ถ้าคุณอยากได้เหรียญ จงไปซื้อตั๋วรถไฟฟ้า ไม่ว่าคุณจะใส่แบงค์อะไรเข้าไปมันจะแตกออกมาเป็นเหรียญให้หมดเลย

- ดูเหมือนคนญี่ปุ่นจะไม่รังเกียจที่จะรับเหรียญ 1 เยน

- ราคาที่เราอยู่ตามร้านเป้นราคาที่รวม tax 5% ของญี่ปุ่นแล้ว

- soft cone เป็นไอติมที่ไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่ไหนๆก็มีขาย แล้วก็ดูเหมือนกะว่าจะได้กำไรมากซะดว้ยซิ โดยถ้าหากว่าร้านค้าไหนมีขายเค้าจะเอา model soft cone ใหญ่ๆวางไว้ด้านหน้าร้าน เพื่อเป็นการบอกว่าร้านเค้ามีติมขายครับ

- คนญี่ปุ่นไม่ได้ตัวเตี้ยเหมือนในความคิด (ที่แอบมีอยู่ในใจมานาน)

- ขนมน่ากินมากๆ จัดวาง display ยังกะ jewelry ยังไงอย่างงั้นแล้วก็ราคาก็ค่อนข้างสูงด้วยเมือเทียบกับค่าอาหารน่ะครับ

- ร้าน 100 เยนบ้านเค้าจะขายสินค้าราคาต่อชิ้นรวมภาษีไว้ที่ 105 เยน นั่นก็แปลว่า Diaso บ้านเค้าจะถูกกว่าบ้านเราเป็นไหนต่อไหน (ซื้อมาเยอะอย่างอยู่น่ะครับ แต่ไม่อยากบอกว่าซื้ออะไรมาน่ะครับ อาย .. อิอิ)

- คนที่ออกแบบการห่อพลาสติกของข้าวห่อสาหร่ายแบบสามเหลี่ยมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาการออกแบบประดิษฐ์กรรมยอดเยี่ยม เพราะคุณสามารถที่จะแกะพลาสติกที่คลุมสาหร่ายออกแล้วสาหร่ายยังห่อข้าวได้อยู่โดยไม่ต้องเลอะมือ

- คนญี่ปุ่นเป็นพวกขี้เกรงใจจัดๆครับไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องขอโทษของโพยเป็นการใหญ่ คำที่ได้ยินบ่อยๆเค้าจะพูดกันว่า "ซื้อหมี่มาเซ็ง" ประมาณว่า "ขอโทษครับ" แต่ว่าใช้พร่ำเพรื่อกว่าคนไทยเป็นร้อยเท่าเห็นจะได้

เอาไว้เท่านี้ก่อนแล้วกันนะครับชักพิมพ์ชักเยอะเคยบอกกันตัวเองเอาไว้น่ะครับว่าอย่างพิมพ์เยอะ .. ^_^

Tuesday, December 29, 2009

ทดสอบการใช้งาน form ใน Blog ใช้ได้แฮะ ..

ใช้การได้อยู่น่ะครับกับการใช้งาน Google Docs เพื่อการสร้างแบบ form ที่หน้า Blog ครับ

Thursday, December 03, 2009

มีใครอยากจะได้ Garmin C330 แผนที่ New Zealand

ใครอยากจะได้ New Zealand Garmin C330 เหมือนใหม่ใช้แล้วหนึ่งครั้งที่ประเทศนิวซีแลนด์ครับ กดซื้อได้จากที่นี่เลย่นะครับผม

Tuesday, December 01, 2009

Monday, November 30, 2009

เที่ยวเมืองกาญฯ : พักที่ภูไอยรารีสอร์ท

IMAGE_437 IMAGE_435 IMAGE_436
เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาผมไปเที่ยวกับที่บ้านเข้าใจว่าเป็นการเที่ยวรอบพิเศษเพราะไม่ได้มีเหตุผลว่าเป็นการเที่ยวปีใหม่หรือว่าไม่ได้เป็นการเที่ยวเทศกาลอะไรครับ คนที่ไปด้วยก็จะมีแค่คนที่บ้านเท่านั้นเอง (ป่าป๊าหม่าม้าแล้วก็น้องสาวครับ) โดยรวมแล้วการเดินทางถึอว่าสะดวกสบายเอามากๆเพราะว่าไม่ต้องแย่งไม่ต้องแก่งแข่งอะไรกับใคร ที่กินที่เที่ยวก็ดูสบายๆ แค่ว่าผิดคาดไปนิดหน่อยเพราะว่าคาดว่าอยากจะให้มันหนาวกว่านี้แต่ก็ไม่ได้หนาวอะไรมากมายครับ (กลางคืนก็ไม่ได้หนาวครับต้องเปิดแอร์นอน) ที่เที่ยวก็เป็นที่เที่ยวที่คนไม่ค่อยจะได้ไปครับ เช่น เหมืองปิล็อก ที่หาข้อมูลในเน็ตก็จะไม่ค่อยจะเจอว่าหน้าตาเป้นยังไง เพราะว่าผมไปแล้วมันก็ไม่มีอะไรใหถ่ายภาพน่ะครับ มันก็เป็นภูเขาที่มีรูๆ เป้นร่องรอยจากการทำเหมืองเมื่อโบราณก่อนนู้นครับ แล้วก้เที่ยวเจดีย์สามองค์( เป็นภาตบังคับว่าต้องมา ) แต่ว่ามาแล้วก็ไม่มีอะไรมากนอกจากเจดีย์สามองค์กับการได้ซื้อพันธ์กล้วยไม้(ป่า)กลับมาครับ แล้วก็ไปเดินเล่นที่สะพานข้ามแมวน้ำแคว ตอนที่เดินๆอยู่ตอนนั้นจะมีการจัดงานแสงเสียงซึ่งเย็นๆผมก็ไม่ได้ดูอีกเพราะว่ามันไม่ได้ใกล้ที่พักสักเท่าไหร่ครับ ก็ไปถึงก็เช้ามากคือประมาณ 10:30 น ของวันเสาร์ ตอนที่เดินๆก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นเล็กน้อยครับ คือ เดินอยู่ที่สะพานมันเป้นทางให้รถไฟแล่นผ่านแล้ว รถไฟก็มาครับทำให้ทุกคนต้องหลบออกมาไปด้านข้างซึ่งก็มีพื้นที่ไม่มากเท่าไหร่ ทำให้รู้เลยว่า เมืองไทยเราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากแค่ไหน (ประชดน่ะครับผม) แล้วผมก็มีไปสะพานมอญเป็นสะพานไม้เก่าๆที่ตอนนี้ก็กำลังซ่อมแซมอยู่ครับ เดินไปเดินกลับดูบรรยากาศ ถ่ายรูปเล่นครับ

พูดถึงที่พักคราวนี้ก็ถือว่าโอเคระดับนึงครับ คือ ภูไอยรา รีสอร์ท เป็นบ้านพักไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดีน่ะครับก็เหมือนกับ style ที่กำลังเป็นที่นิยม ณ เวลานี้น่ะครับแต่ว่าผมก็ไม่ได้อยู่ห้องมากเท่าไหร่ครับ เพราะไปถึงก็ค่ำๆแล้วก็ไปกินข้าวก็ที่พักนี่น่ะหละครับ แต่ว่าที่เป็นประเด็นก็คือ ที่นี่จะมีบริการให้เช่า ATV (ไม่รู้ย่อมาจากกอะไร) มันก้เป็นเหมือนกับยานพาหนะสี่ล้อที่ล้มยาก กดเพื่อเร่งเครื่องแล้วกำลังส่งในการออกตัวค่อนข้างดี ก็เลยจัดแจงจองไว้แล้วก็เช้าวันอาทิตย์ออกเดินทางชมสภาพภูเขาและการใช้ชีวิตของคนแถวนั้นด้วย ATV กัน ผมไปกับน้องแล้วก็ป่าป๊าน่ะครับ เดินทางทั้งหมด 5 คัน คือจะมีเจ้าหน้าที่นำหนึ่งคันแล้วก็เจ้าหน้าที่อีกคนปิดหลังไว้ครับ แล้วเราสามคนก็อยู่ตรงกลางขี่กันเรียงหนึ่งไปเรื่อยๆดูวิวรอบตัว มันก็เหมือนขับรถน่ะหละครับแต่ว่า ก้นจะสั่นตลอดเวลาแล้วก็เส้นทางแบบใกล้ชิดสุดๆ เรียกว่าขนดอกหญ้าถูแขนกันเลยก็ว่าได้ แล้วที่น่าประทับใจก็คือเส้นทางนี้จะผ่านบ้านคน(ที่ป่าป๊าบอกว่าพวกนี้บุกรุก)ที่เค้าเป็นชาวบ้านทำการเกษตรอยู่ครับ เมื่อเราขับ ATV ผ่านไปเด็กๆก็จะโผล่ออกมาบ้ายบายกับเราเหมือนกะว่าเราเป็นตัวประหลาด เฮอะๆ ไม่หรอกเค้าเห็นเราเป็นนักทอ่งเที่ยวน่ะครับก็่ต้องทักทายกันเป็นทำเนียมครับ เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการได้แวะเวียนเข้าไปในหมู่บ้านที่รถยนต์ธรรมดาเข้าไปไม่ถึงแล้วล่ะครับ ^^

ตอนเดินทางกลับก็ยิงยาวเหนื่อยครับ .. บางคนอาจจะคิดว่าการเที่ยวเป็นการ charge bat. ให้เต็มแต่ผมว่ามันก็เป็นใช้พลังงานที่ต้องออกแรงกันน่ะครับ เฮอะๆ ..แล้วแต่มุมมองครับผมอันนี้ .

ละครเวทีลมหายใจ : ประสบการณ์การดูละครเวทีเรื่องแรกในชีวิต(ก็คนมันไม่เคยนี่หน่า ><)

IMAGE_424 IMAGE_425 IMAGE_426 IMAGE_427

เมื่อวันก่อนได้ไปดูละครเวทีไม่ซืเค้าเรียกว่า ละครเพลงน่าจะถูกกว่าเพราะว่า ทั้งเรื่องจะเดินเรื่องไปโดยการร้องเพลงกันน่ะครับ .ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่ได้ดูละครเพลงแบบนี้ ละครเพลงเรื่องนั้นก็คือ เรื่อง "ลมหายใจ" ละครเพลงเรื่องนี้เป็นการเอาเพลงที่แต่โดยบอย(โกศิยพงษ์)ที่เราได้ยินกันคุ้นๆหูเอามาโม้เป็นเรื่องราวให้ได้ ผมว่านะถ้าหากว่าเป็นคนที่ชอบเพลงเค้าอยู่แล้วไปฟังเพลงก็ถือว่าโอเคเลยครับ เพราะว่าเรื่องนี้ถ้าหากว่าดูเนื้อเรื่องแล้วจะได้ความหมายของเพลงที่แตกต่างออกไปจากเดิมที่เข้าใจอยู่เดิม แต่มันก็เข้ากันได้อย่างลงตัวอยู่ดี

บรรยากาศตอนที่ไปแรกๆก็ไม่คิดว่าคนจะเยอะอย่างงั้นแต่ว่าพอเข้าไปที่ตัวโรงละคร(รัชดาลัย)แล้วก็รู้เลยว่าจะเต็มทุกทีนั่ง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนที่เค้ามาดูเนี่ยะที่มาดูเพราะว่าเค้าชอบเพลงอยู่แล้วหรือว่ามาดูเพราะว่าเคยดูละครเพลงแล้วชอบเลยต้องมาดูอีก หรือว่าทั้งสองอย่างรวมกันๆ (แต่ว่าถ้าหากว่าเป็นอย่างงั้นเรื่องนี้รอบต้องมากกว่าเรื่องอื่นๆแน่นอน)

การเข้าชมละครเพลงแบบนี้จะต้องเข้าใจตรงเวลาเพราะเมื่อมีการเริ่มแล้วจะปิดไม่ให้คนเข้าอีกสิบนาทีเพื่อไม่ให้มีการรบกวนคนดูที่นั่งประจำที่พร้อมดูอยู่แล้วน่ะครับ แปลกดีว่า ถ้าหากว่าอีกสิบนาทีแล้วมันไม่กวนหรือยังไงกัน (มันก็กวนเหมอืนกันน่ะหละ แค่ว่ามันกวนใจน้อยกว่าเดิมเท่านั้นเองน่ะครับ อันนี้ผมคิดเอาเองอ่ะนะ เพราะว่าก็ไม่มีคนเดินไปเดินมาครับ)

ตอนเปิดตัวก็จะมี spot light ส่งที่หัววาทยากร ่หรือ conductor (คนที่เอาไม้สั้นแกว่งๆเพื่อให้คนเล่นดนตรีเล่นได้เข้ากันหมด) เพื่อที่จะทำให้ผมได้รู้ว่าเพลงที่จะทำการเล่นทั้งหมดนี้ถูกเล่นสดโดยคนที่หลบซ่อนอยู่ใต้เวที (ทำไมไม่เอามาโผล่วางให้มันเด่นกว่านี้ก็ไม่รู้ เหมือนมันเป็นตัวประกอบมากๆเลบน่ะครับ) ถ้าหากว่าตอนแรกผมไม่เห็นหัว conductor เนี่ยะผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าเพลงหรือดนตรีที่ได้ยินมาจากากรเล่นวงสดน่ะครับ

ข้อแตกต่างการดูละครเวทีกับการดูหนังก็คือ มีการพักยกให้คนดูได้เข้าห้องน้ำห้องท่าหรือว่าจะออกไปซื้ออะไรกินก็ได้ (แต่คิดว่าไม่น่าจะให้เอาอะไรเข้าไปในโรงละครได้ครับ) พักประมาณสักสิบนาที ทุกคนก็ต้องกระตือรือร้นเพื่อไปเข้าห้องน้ำเพราะว่าไม่อยากจะออกมากลางคันเพื่อที่เข้าห้องน้ำอีกรอบครับ ทำให้คนแน่นมากที่ห้องน้ำหญิง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ทำนายว่าจะเกิดได้ก่อนล่วงหน้าอยู่แล้วเพราะว่า ห้องน้ำหญิงถ้าหากว่ามีที่ให้ถ่ายๆเท่าๆกับห้องน้ำชายอัตราการใช้เวลาในห้องน้ำก็จะต้องมากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้น่ะครับ ถ้าหากว่าจะเอาให้ดีแล้วจริงห้องน้ำหญิงจะต้องออกแบบมาให้มี work station ให้มากกว่าห้องน้ชายมากๆและแน่นอนว่ามันจะกินพื้นที่กว่าห้องน้ำชายหลายเท่าตัวครับ (ซึ่งก็ไม่มีคนทำอยู่ดี) ไหงว่าไปว่ามาไปเรื่องห้องน้ำได้เนี่ยะ .. ><

กฏของการเข้าชมละครที่ดีคือ "ต้องไม่ทำให้ผู้แสดงเสียสมาธิ" ระหว่างการแสดงจะไม่อยากให้ผู้ชมทำเสียงถุงขนมหรือว่าคุยกันเองหรือว่าเดินไปเดินมาครับ เพราะอาจจะทำให้ผู้แสดง(สด)ลืมบทหรือว่าออกอาการผิดคิวได้ ซื้อก็โชคดีว่า งวดที่ผมไปดูเค้าก็ไม่ได้ผิดคิวอะไรแล้วก็ทุกคนที่แสดงก็แสดงออกมาได้อย่างถึงอารมณ์จนผม in กันเนื้อหาและเนื้อเพลง(ที่ให้ความหมายแตกต่างออกไปจากาเดิม) กันเลยก็ว่าได้น่ะครับ แต่ก็มีคนทำให้ผมเสียสมาธิอยู่ฉากหนึ่งน่ะครับ ดีน่ะครับที่ผู้แสดงบนเวทีอาจจะไม่ได้ยินแล้วก็ไม่เสียสมาธิน่ะครับ แน่นอนว่าถ้าหากว่าคนที่เข้าไปดูแล้วก็จะได้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกับรอบที่ผมดูครับ เพราะว่า มีอยู่ฉากหนึ่งที่ ออฟปองศักษ์ถามนิโคล(ที่เป็นนางเอก) ว่า "เธอจะมีความสุขที่สุดในชุดแต่งงานเป้นเจ้าสาวนะ" แล้ว ออฟปองศักษ์ก็ถามต่อไปีอกว่า "แล้วรู้มั้ยว่าฉันจะมีความสุขที่สุดเมื่อไร" ไม่ทันไรคนดูหัวไวก็แซวกลางอากาศห่างออกไปจากแถวที่ผมนั่งประมาณสักห้าหกแถวเห็นจะได้ (ทำเสียงภาคแทนออฟน่ะครับ) ว่า "ก็เมื่อฉันได้ใส่ชุดเจ้าสาวเหมือนกันไง" เล่นเอาผมสมาธิหลุดจากเวทีมาขำอยู่ได้สามสี่ตลบใจจบกับความหัวไวช่างแซวของคนบางคนในที่มืดนี้น่ะครับ ก็ไม่ใข่แค่ผมฮาอยู่คนเดียวหรอกน่ะครับ คนที่นั่งอยู่ในรัศมีที่ได้ยินคำแซวที่ว่านี้ก็คงขำไม่ย่อยเหมือนกันน่ะครับ เฮอะๆ ..

โดยรวมแล้วกาาดูละครเวทีเรื่องนี้ถือได้ว่าทำเอาผมปลื้มใจอยู่ในตอนจบ (ไม่ใช่ที่เนื้อเรื่องหรอกน่ะครับ ) เป็นตอนจบที่ทุกคนออกมาเพื่อรับการตบมือขอบคุณจากคนดูครับ ผมปลื่มใจตรงที่ว่า เค้าแสดงออกมาแล้วรู้สึกว่าคนเหล่านนั้นเค้าได้ทำอะไรเต็มที่กับเรื่องราวและเนื้อหาที่แสดงและพร้อมที่จะยินดีได้รับความสุขจากการขอบคุณของคนดูน่ะครับ ซึ่ง ณ เวลานั้นผมว่าคนดูทั้งหมดในโรงก็รู้สึกปลื่มใจและอิ่มใจกับการแสดงนั้นจึงต้องตบมือขอบคุณนักแสดงอย่างอิ่มเอมใจครับ สุดท้ายก็มีแถวอีกหน่อยให้ร้องเพลง โดยมีการขึ้นคาราโอเกะด้านข้างเวทีสำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้เนื้อร้องให้ได้ร้องกัน เหมือนคนที่เค้าจัดการแสดงเนี่ยะเข้าใจหัวอกว่า .. คนดูอยากจะร้องเพลงไปกันนักแสดงด้วยแต่ว่าก็ไม่ได้ร้อง ก็เอามาร้องมันตอนจะเลิกนี่ซะหน่อยก็แล้วกันน่ะครับ

ยังไงซะก็ขอบคุณสำหรับประสบการณ์การดีๆในครั้งนี้ครับ ขอบคุณครับ

Thursday, November 26, 2009

12 แนวคิดผ่านประสบการณ์มองโลกจากมุมมองหนึ่ง

มีหลายๆแนวคิดที่ผมได้จากการอ่านและฟังสัมนาที่อาจจะบอกคนอื่นต่อไป แม้ว่าแนวคิดเหล่านี้จะเป็นแนวคิดที่อาจจะไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมด แต่ก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ผมไม่ได้พิมพ์เอาไว้ที่นี่เพื่อให้คุณเชื่อทุกอย่างที่เขียนบอกนี้ แค่อยากจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นน่าคิดที่อย่างน้อยความคิดเหล่านี้ควรจะไหลผ่านหัวไปบ้างเผื่อว่าวันไหนจะได้หวนระลึกหรือประยุกต์คิดต่อยอดต่อไปได้

1. ประเทศที่เจริญแล้วจะไม่อยากทำการผลิตอะไรที่เป็นอุตสาหกรรม และใช้แรงงานเพราะแรงงานเหล่านั้นมีมูลค่ามากกว่าประเทศที่ยังไม่พัฒนา แนวคิดแบบนี้อาจจะเป็นเหมือนกับการดูถูกคนของประเทศที่ยังไม่เจริญอยู่เสียหน่อยแต่ว่า นี่ก็เป็นแค่เรื่องปกติสำหรับการผลิตที่ต้องการใช้จ่ายเงินที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อการผลิตสินค้าที่เหมือนๆกันหรือว่าใครๆก็ทำกันได้

2. สินค้าใดๆไม่ว่าใครๆก็ทำกันได้ถ้าหากว่ารู้จักหาว่าจะเอาวิธีการนั้นมาได้อย่างไร เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ประเทศจีนสามารถที่จะผลิตดอะไรก็ได้ แม้ว่าประเทศอื่นๆจะเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีออกมา ไม่ใช่ประเทศจีน แต่ประเทศจีนต่างหากที่ทำหน้าที่ตามข้อ 1 ที่ว่าเอาไว้ก็คือ ทำให้มันผลิตได้ด้วยราคาที่ต่ำ (ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของคนจีนที่อยู่ในประเทศจีนนั่นเอง ) Know-how ในการผลิตสามารถที่จะเรียนรู้และตามกันได้ด้วยระยะเวลาไม่นานนัก โดยการเอาความรู้จาก Supplier เอาความรู้จากคู่ค้าที่มีอยู่เดิม หรือแม้กระทั่งเอาจากพนักงานของโรงงานผลิตที่เคยทำงานในสายการผลิตนั้นๆมาแล้ว (คำว่าพนักงานไม่ใช่แค่หมายความถึงพนักงานในสายการผลิตเท่านั้นแต่รวมถึงผู้จัดการ คนที่อยู่ในโรงงาน แม่บ้าน และอื่นๆที่พอจะทำให้รู้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะทำการผลิตสิ่งของหรือสินค้านั้นๆออกมาได้ ) วิธีการแกะสินค้ายังมีอีกวิธีที่นิยมทำกันก็คือ การซื้อสินค้ารนั้นๆมาจากหน้าร้าน (ไม่ว่าจะวางขายที่ไหนก็ตาม) เอามาแล้วก็ถอดแบบมันเสีย หรือ กรณีที่แย่ที่สุดก็คือ หาคนในองค์กรของตัวเองพยายามอย่างสุดแรงเพื่อที่จะทำสินค้าให้เหมือนหรือดีกว่าด้วยความรู้และการทดสอบ trial and error ไปเรื่อยๆ (เชิง C&D concept )

3. มูลค่าในการผลิตลดน้อยลงอันเนื่องมาจากเหตุผลข้อที่ 2 ทำให้มูลค่าแท้จริงที่เหลืออยู่ที่ความสามารถในการกระจายสินค้า ความหมายที่อยากจะบอกไม่ได้แค่กระจายเท่านั้น มันหมายรวมถึงการมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว การมีลูกค้าที่ซื้อหาสินค้าเหล่านั้นเป็นประจำ เป็นเครือข่ายหรือโครงข่ายที่ถาวร และคนอื่นแย่งเอาไปได้ยาก ถ้าหากว่าเป็นสินค้าเชิงบริโภค ก็จะเรียกว่าเป็นเครือข่ายผู้บริโภค ถ้าหากว่าเป็นสินค้าที่เป็น B2B ก็จะไม่มีนิยามหรือคำให้เรียกกัน ถ้าอยากจะเรียกด้วยคำที่ใกล้เคียงมากที่สุด จะเรียกว่า ฐานลูกค้า ก็ได้

4. การดึงดูดลูกค้าเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าอาจจะกระทำได้สองทางคือ การเพิ่มโดยการเดินเข้าไปหากลุ่มลูกค้าใหม่ หรือ การรอให้กลุ่มลูกค้าเข้ามาหา ทั้งสองวิธีการเป็นการเพิ่มลูกค้าเชิงรุกทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโดยการเดินเข้าไปหา กล่าวคือ ถ้าหากว่าลูกค้าอยู่ที่ไหนเราเดินเข้าไปที่นั่นก็จะมีโอกาสได้ลูกค้าเพิ่มเข้าในฐานลูกค้า หรือ ในทางตรงกันข้ามถ้าหากว่ามีทำเลใดๆเพื่อเป็นการเรียกให้ลูกค้าหลงเข้ามาหาเราได้แล้วมีการซื้อขายเกิดขึ้นได้จริงตามคุณสมบัติของสินค้านั้นเราก็จะเป็นการเพิ่มฐานลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง

5. ความสามารถที่จำเป็นสำหรับคนทำธุรกิจโลกใหม่ คือ ความสามารถในการสร้างธุรกิจใดๆไม่จำกัดว่าต้องมีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเดิม ด้วยอัตราความล้มเหลว 90% ของธุรกิจใหม่ นั่นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณจะทำอะไรให้มัน success ด้วย่ความสามารถแบบ average แปลว่าคุณจะมีค่า exspected value ของการทำธุรกิจให้สำเร็จได้คือ 1 ครั้งและล้มเหลว 9 ครั้ง คุณอาจจะล้มสาม ล้มสี่ หรือห้าหกเจ็ดก็สุดแล้วแต่สถิติ แปลว่ามันจะมากกว่าหรือน้อยกว่า 10 ครั้งได้เพราะมันเป็นสถิติเท่านั้น กล่าวคือ การเรียนรู้และสร้างระบบงานออกมาได้เร็วในเวลาที่เท่ากันก็จะมีโอกาส"ผ่าน"ที่มากกว่า และการที่คุณจะทำอย่างงั้นได้แปลว่าคุณต้องทำกิจการมากกว่า 1 อย่าง ณ เวลาหนึ่งๆที่ไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย (น้อยคนนักที่จะทำข้อนี้ได้และคิดแบบนี้ เหตุผล 108 แต่ไม่อยากจะเอามาพิมพ์เก็บไว้ เช่น ความเชือว่าจำเป็นว่าคุณต้องรู้เรื่องที่กำลังจะทำก่อนแล้วจึงทำ แต่คุณคงไม่คิดหรอกว่าคุณเริ่มต้นจากการที่คุณไม่รู้เรื่องใดๆในทุกๆเรื่องนั่นหละ..  และเหตุผลอื่นๆอีกมากมาย พิมพ์ได้อีกเป็นหน้าๆ)

6. กิจการใดๆจำเป็นต้องวางไข่หลายใบในตะกร้าหลายตะกร้า เพราะถ้าหากว่า คุณทำธุรกิจท่องเที่ยวต่อเนื่องกัน เมื่อมีปัจจัยภายนอก (เรื่องอะไรก็สุดแล้วแต่ที่คุณควบคุมมันไม่ได้ ยกเว้นคุณจะเป็นนายกฯ) แล้วมันส่งผลกระทบต่อคุณในทางลบ หรือลบมาก กิจการของคุณทั้งหมดจะโดนกระทบไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เช่นถ้าหากคุณทำเรือสำราญในกรุงเทพ ทำโรงแรมเล็กๆในกรุงเทพ สองกิจการนี้ผูกกับเรื่องท่องเที่ยวแล้วถ้าหากว่ามีปัจจัยภายนอกที่กระทบการท่องเที่ยวเข้าอย่างจัง ทั้งสองกิจการก็โดนหางเลขไปทั้งหมด และเหตุผลข้อที่ 6 นี้เป็นเหตุว่าทำไมความสามารถในข้อที่ 5 เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งนัก

7. คิดให้ดีเสียก่อนว่าธุรกิจที่คุณจะเข้าไปมันไม่ได้เป็นธุรกิจแดงเดือด แน่นอนว่าถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่เข้าไปใหม่คุณจะไม่รู้หรอกว่ามันแดงเดือดแค่ไหนหากคุณขาดข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหรือเป็นข้อมูล insight กันจริงๆ มันจะเป็นธุรกิจใหม่ของคุณ(ณเวลานั้น)เสมอ และแนวความคิดของคนที่จะทำธุรกิจย่อม "จำเป็นต้อง" คิดว่ามันจะมีโอกาสเพื่อเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจของตัวเองเพื่อให้มีแรง(ใจ)พอที่จะเดินหน้าสร้างงานในสายงานใหม่(เฉพาะตัวเอง)นั้น ระหว่างทางจำเป็นต้องคิดทบทวนอยู่ตลอดว่า เหตุผลที่เราจะทำนั้น มันคืออะไรกันแน่แล้วมันได้คุ้มกับเสียหรือไม่ แล้วจะประเมินอย่างไรว่ามันคุ้มแล้ว หรือว่าบอกกับตัวเองได้ว่า "มันไปได้สวย" เรื่องนี้ไม่มีข้อกำหนดตายตัวแต่สิ่งที่สะท้อนออกมาได้ชัดคือ ถ้าหากว่ามันไปได้สวยมันย่อมก่อกำไรทั้งที่แบบมองเห็นหรือแบบที่มองไม่เห็นก็ได้ (ซึ่งแบบที่มองไม่เห็นนี้จะประเมินได้ยากกว่า แต่อาจจะคิดได้อีกแบบก็คือถ้าหากว่า เราจะซื้อกิจการตัวเอง ณ เวลานั้นๆคุณจะยอมจ่ายเงินไปเท่าไหร่ ถ้าหากว่ามันมากกว่าทรัพย์สินรวม ณ เวลานั้นแสดงว่ามันกำไรอยู่เท่านั้นเอง)

8. ธุรกิจต้องเริ่มแบบ "พอเพียง" ความผันผวนของปัจจัยภายนอกทำให้เราประเมินกำลังซื้อไม่ได้ หรือถ้าอยากจะประเมินก็ประเมินได้เป็นแค่เรื่องอุปโลค เพราะคุณไม่มีทางรู้ได้หรอกว่ามันจะเป็นไปอย่างที่คุณคิดอย่างนั้น สิ่งที่ทำได้มากที่สุดก็แค่เพียงทำการศึกษาอย่างจริงจังเท่านั้น เพื่อให้ได้ข้อมูลประเมินกำลังซื้อ (อัตราการขายได้ของสินค้าหรือบริการเหล่านั้น) เท่านั้นเอง มันจะเห็นได้อย่างชัดเจนมากถ้าหากว่าคุณเคยอยู่ธุรกิจข้างเคียงมากก่อน เช่นถ้าหากว่าคุณเคยเป็นผู้ซื้อมาก่อน หรือถ้าหากว่าคุณคลุกอยู่ในวงการเหล่านั้นมากก่อน หรือ อาจจะเป็นว่า คุณมั่นใจมากล้นเหลือ จะไม่ต้องทำการประเมินด้วยวิธีการอื่นใดเลยก็ได้เช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณรู้ว่า คุณจะลงแรงและลงทุนแบบ "พอเพียง" ได้อย่างไร การเริ่มแบบพอเพียงคือการเริ่มแบบระวังตัวแบบหนึ่ง ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เช่นถ้าหากว่าคุณมีบริษัททีทำกำไรปีละ 500 ล้านอยู่แล้ว แล้วคุณอยากจะลงทุนอะไรบางอย่างด้วยมูลค่า 100 ล้านก็ไม่ได้แปลกอะไรมันขึ้นอยู่กับว่า การประเมิน และ มูลค่าการลงแรง และทุน เท่าไหร่ถึงจะไม่มากเกินไปเท่านั้นเอง  เพราะมันจะเป็นการชิมลากถ้าหากว่าคุณรู้ข้อมูลมากขึ้น หรือรู้ว่าเป็นทะเลแดงเดือดสำหรับสินค้าหรือบริการนั้นๆคุณก็จะไม่เจ็บตัวมาก หรือเจ็บในระดับที่ไม่ทำให้คุณเกิดความรำคาญใจเท่าไหร่

9. การคิดและพิมพ์หรือพูดให้คนอื่นได้อ่านได้ฟังทำให้คุณเห็นความคิดที่อยู่ในหัวของคุณชัดเจนมากกว่าเดิม มากเสียจนกระทั่งถูกบันทึกออกมาเป็นตัวอักษรได้ การคิดนั้นเกิดจากการประมวลประสบการณ์สิ่งที่ได้ฟัง ได้เห็นและเรียนรู้มาตลอดชีวิต(เท่าที่อายุคุณจะมีชีวิตอยู่) ซึ่งแต่ละคนจะเห็นไม่เหมือนกันเพราะผ่านเรื่องราวมาไม่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้จะฟอร์มความเป็นตัวตนคุณ ทั้งทางจินตภาพและกายภาพของคุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (กายเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความคิดเท่านั้น ) และความสามารถในการคิดให้ชัดนี้

10. อย่ากลัวที่จะยิงคำถามแทงใจดำ หลายต่อหลายครั้งการถามให้ตรงเป้าหรือคนอื่นที่ร่วมประชุมคุยได้คิดให้รอบด้านหรือ ทำให้คิดได้ชัดเจนขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญในการฟอร์มความคิดแบบหมู่ คนที่เป็นผู้บริหารจะออกนโยบายในเชิงกว้างได้เท่านั้นแต่คนที่จะต้องสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้นได้จริงจะต้องถามต่อเพื่อให้เข้าใจในความหมายต่างๆเหล่านั้นให้มากขึ้น การถามอะไรออกไปแบบตรงๆ หรือถามคำถามที่ขัดแย้งความคิดของคนอื่น ณ เวลานั้น เป็นการกระตุ้นความคิดคนอื่นให้คิดให้รอบด้านเท่านั้น เพราะการคิดและพูดออกมามันเป็นแค่การทำให้ภาพความคิดนั้นชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่มันจะเป็นแบบมุมแหลมเข้าไปในภาพความคิด สิ่งที่ขาดมักจะเป็นการขาดความเฝ้าระวังความคิดที่ตนเองยังไม่ได้คิด (ถึงได้มาคุยกับคนอื่นเพื่อเติมเต็มความคิดนั้น) ผู้คิดชงเรื่องต้องพึงสังวรณ์ไว้เสมอว่า ความคิดของตนเองจะไม่มีทางถูกต้องเสมอไปในทุกๆประเด็น ดังนั้นแล้วจำเป็นต้องไม่ยึดติดกับความคิดและความเห็นของตนเอง แต่ต้องกลับพยายามฟังความคิดและถอดรหัสความคำพูดคำจาของคนอื่น เข้ามาผนวกกับความคิดตนเพื่อขยายผลให้ความคิดนั้นเป็นประโยชน์มากกว่าเดิม และพึงเชื่อไว้เสมอว่า ไม่มีใครที่จะคิดถูกต้องและดีที่สุดได้ตลอดเวลา เพราะยังมีตัวแปรอีกมากที่ตอนนั้นไม่ได้เอามาพิจารณา ความคิดที่ออกมาจากคนๆเดียว ทำได้ดีที่สุดก็แค่ความคิดที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วจากอดิตและปัจจุบันเท่านั้น ไม่ใช่อนาคต แต่ประสบการณ์อนาคตต่างหากที่จะทำให้ คำพูดหรือสิ่งที่คุณบอก ณ ปัจจุบันนั้นไม่ถูกต้อง และสำเนียงรู้ได้ในภายหลังว่ามันไม่ใส่คำตอบหรือทางออกที่ดี และน่าจะต้องฟังคนอื่นให้มากกว่านี้

11. เพราะสุดขอบความสามารถทางความคิดจากคนๆเดียว คือ ประสบการณ์ทั้งโลกจริงที่ผ่านมาในอดิตและปัจจุบัน และทั้งประสบการณ์ทางความคิดที่ฟอร์มความคิดของปัจเจก ณ เวลาปัจจุบันนั้นเท่านั้น นั่นก็แปลว่าถ้าหากว่าคุณจะเหลาความคมในการคิดให้มากขึ้นได้อีก จำเป็นที่จะต้องอ่านหนังสือ หรือ อ่าน blog ให้มาก(blog ที่ทำให้คุณฉลาดขึ้น คิดรอบตัวมากขึ้นก็มีมากมายให้เลือกอ่านกัน แค่ว่าต้องหาสักหน่อยเท่านั้นเอง)  จำเป็นจะต้องเข้าฟังสัมนาเชิงแนวคิด และ/หรือ พบปะผู้คนที่อยู่คนละสังคมกับคุณ ไม่ว่ามันจะเป็นสังคมที่ดีหรูเริดในสายตาคุณเองหรือเลวบัดซบก็ตามที เพื่อให้คุณได้เห็นความคิดของคนที่แตกต่างประสบการณ์กันไป แต่อยากจะให้เน้นที่การอ่านเอาไว้ก่อน เพราะคนที่พิมพ์ออกมาได้นั่นก็แปลว่า เค้าเหล่านนั้นคิดและถ่ายทอดออกมาเป็น text ให้ได้เห็นกัน และมันสื่อสารกันได้ด้วย pace ที่เหมาะสมในแต่ละคนไป

12. จงคิดที่จะสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นเสียก่อนก่อนที่จะ monetize ออกมาเป็นเงินได้ ยังไม่เคยเห็นกิจกรรมทางการค้าใดๆที่ได้เงินออกมาก่อนหน้า(ทั้งก้อน)แล้วค่อย delivery อัตถประโยชน์ตามมาทีหลัง มีแต่คุณต้องสร้างระบบ เตรียมของ ลงทุน ลงแรงไปเสียก่อนแล้วถึงจะได้กำไรจากการลงทุนนั้นกลับมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นแล้วการออกแบบกิจการใดๆต้อง focus ให้ถูกจุดไปที่ว่า "เราจะสร้างประโยชน์ให้กับใคร? และอย่างไร" แทนที่จะบอกว่า "จะทำยังไงให้ได้เงินออกมาจากกิจการที่ทำหรือกำลังจะทำ" เมื่อคุณวางโครงสร้างเชิงประโยชน์ใหคนอื่นได้แล้ว  แล้วค่อยคิดว่า "คุณจะเจียดรายได้จากประโยชน์ทีสร้างให้กับคนอื่นนั้นออกมาเป็นเงินกำไรได้อย่างไรกัน?" แทนเสียจะดีกว่าและมันก็เป็นวิธีคิดที่ง่ายกว่าด้วย (พวกกิจการบนโลก online มักจะคิดกันแบบนี้โดยสร้าง beta version ออกมาเพื่อให้ระบบเดินได้เสียก่อนแล้วก็ค่อยมาคิดว่าจะเก็บเงินยังไงเป็น model เสริมเข้าไปตอนหลังต่อไปก็ยังได้ )

Wednesday, November 25, 2009

พวกที่เค้าออกกำลังกาย สังเกตได้ว่ามีแนวคิดคล้ายกัน

ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่สำหรับผมหรอกครับ สำหรับ clip ที่เอามา show ไว้ที่ด้านบนนี้ คนที่เค้าออกกำลังกายเค้าก็คิดเหมือนๆกัน แล้วก็รู้มาแบบเดียวกันครับ คือว่าต้อง warm up สัก 10+ นาทีแล้วก็เข้าไปทำการทรมานกล้ามเนื้อนิดหน่อย (อย่างน้อยท่าทางว่าก็ใช้เวลาประมาณ 30+ นาที) นอกจากนี้เรื่องที่ทุกคนพูดออกสัมภาพท์มาเหมือนกันก็คือ ต้องออกอย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์ (สำหรับผมใช้นโยบายว่าต้องออกมาอย่างน้อยวันเว้นวัน ก็จได้ค่าเฉลี่ยต่อสัปดาห์ 3-4 วันเหมือนๆกันครับ) นอกจากนี้ concept ความคิดของการออกกำลังกายก็คือ มันทำให้แข็งแรง ณ เวลานั้นทันที เป็นการเพิ่มบุคคลิกภาพ (ให้มันดูดีขึ้น) แล้วก็เป็นการฝากธนาคารสุขภาพเพื่อเอาไว้ใช้ในอนาคตแบบมีปันผล (เพราะเมื่อออกได้ไม่นานก็เห็นผลแล้วน่ะครับเมื่อเทียบกับการไม่ได้ออกอะไรเลย)

อย่างเรื่อง concept การฝากสุขภาพกับธนาคารสุขภาพด้วยการออกกำลังกายนั้น จะเห็นผลได้อย่างชัดเจน เมื่อคุณไปงานแต่งงานเพื่อน หรือเป็นการรวมรุ่น แค่คุณอายุ 20++ เท่านั้นคุณจะเห็นรูปร่างคนอื่นที่แตกต่างกันออกไปเมือ่เทียบกับเค้าเหล่านั้นตอนที่คุณเคยเห็นตอนเรียนดว้ยกัน หรือว่าถ้าหากว่าเมื่อคุณเป็นรุ่นพ่อรุ่นแม่แล้วคุณจะเห็นได้ชัดกว่านั้นอีกว่า บางคนจะอ้วนลงพุงมาก แล้วก็บางคนก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินเลือด ไม่ก็เกี่ยวกับหัวใจหรือปริมาณไขมัน และตับ (ก็ยอด hit ทั้งนั้น) อาการเหล่านั้นเป็นผลจากการสะสมของการไม่ออกกำลังกาย (มันก็เป็นการสะสมเหมือนกันน่ะครับ คุณเลือกได้ว่าจะออกหรือไม่ออกเท่านั้นเอง ณ เวลานี้ ก็อย่างว่าน่ะหละมันเป็นการสะสมนี่หน่า )

แล้วตอนนี้ล่ะคุณเลือกที่จะเริ่มสะสม .. อะไรกัน ระหว่างฝากสุขภาพเข้ากับธนาคารสุขภาพด้วยการออกกำลัง หรือ จะเลือกสะสมตะกรันในเส้นเลือด..

Tuesday, November 17, 2009

ใกล้สิ้นปีผมจะได้ข้อมูลเพิ่มที่ร้านไอติมไม่เคยเปิดเผยกับตัวผมมาก่อน ..

2009-11-17_16-51

ตอนนี้ใกล้จะหมดปีแล้วน่ะครับ ผมจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาอย่างหนึ่งที่คนปกติจะไม่ทำการเก็บข้อมูลกันก็คือ ปีๆหนึ่งกินไอติมไปทั้งหมดกี่ถ้วยกันแน่ เพราะว่าจะได้เอามาประเมินได้ว่าถ้าหากว่าเรากินประมาณนี้แล้ว มันจะคุ้มค่าหรือไม่ที่จะไปซื้อบัตรส่วนลด (มันต้องซื้ออ่ะครับ ><) ปีนี้ผมเลือกที่จะไม่ซื้อ่เพราะว่าผมเดาเอาว่าผมกินไม่น่าจะคุ้มค่ากับการได้ส่วนลดนั้นสักเท่าไหร่ครับ ไว้ปลายปีปั้บก็จะรู้แล้วครับ

บัตรลดพวกนี้มันไม่ได้มีเอาไว้ก็เพื่อให้คนจ่ายน้อยลงหรอกครับ เพราะเบื้องหลังของมัน มันจะทำหน้าที่เพื่อเป็นการเรียกคนให้เข้าร้านเพื่อจ่ายต่อคนให้มากขึ้นมากกว่า เพราะหากว่าลองคิดดูน่ะครับ คุณไม่มีบัตรลด คุณอาจจะคิดได้ว่า อืม .. ก็มันไม่ได้ลดอะไรจะเข้าไปทำอะไรล่ะ เดินผ่านไปก็เท่านั้นก็ไม่ต้องเสียเงินแล้ว แต่ว่าในทางตรงกันข้ามถ้าหากว่าคุณมีบัตรลดแบบที่คุณเสียเงินไปแล้วด้วย (ย้ำอีกหน่อยว่าคุณได้มีความรู้สึกว่ามันสูญเสียเงินกับมันหรือว่าได้มีการลงทุนไปแล้ว) ในใจเราจะมีแนวคิดของทุนจมเอาไว้ นั่นก็แปลว่า เมื่อคุณเดินผ่านหน้าร้านไอติมร้านเดิม ด้วยตัวคนๆเดียวกันแท้ๆแต่ว่า โอกาสที่คุณจะเดินเข้าร้านไอติมเพื่อทำการซื้อ (เสียเงิน) มากกว่าเดิมเป็นไหนต่อไหนแต่ว่าจะไม่ได้ทำการประเมินออกมาเป็นตัวเลขกันจริงๆจังก็ตาม แค่คิดก็จะพอเดาออกมาแล้วมันมีผลต่อความคิดของคุณมากแค่ไหนกันน่ะครับกะแค่บัตรลดเหล่านี้ .. ไม่น่าเชื่อแฮะ ..